“โคทม” ย้ำหน้าที่ของ กกต. คือการรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมและเป็นกลาง“霍塔姆”强调,选举委员会的职责是维护廉洁、公平和公正。
กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จัดเวทีชำแหละ กกต.-คดีโกง สว. “ชยพล” จี้ ขู่หากไม่ส่งฟ้องเตรียมเปิดหลักฐานต่อแน่ ขณะที่ “โคทม” ย้ำหน้าที่ของ กกต. คือการรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมและเป็นกลาง

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จัดเวทีชำแหละ กกต.-คดีโกง สว. “ชยพล” จี้ ขู่หากไม่ส่งฟ้องเตรียมเปิดหลักฐานต่อแน่ ขณะที่ “โคทม” ย้ำหน้าที่ของ กกต. คือการรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมและเป็นกลาง
วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร จัดงานเสวนา “วิกฤติศรัทธา(สภา)สูง: โอกาสและความท้าทายในการเมืองไทย” ในวาระนับถอยหลัง 3 วันสุดท้ายก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะลงมติว่าจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. หรือไม่ โดยมี นายโคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง และที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนและนักวิจัย, นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯพรรคประชาชน ร่วมวงเสวนา
นายชยพล กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2 การดำเนินการอภิปรายเป็นไปอย่างล่าช้าจนต้องยืดเวลาออกไปเป็น 4 วัน ทำให้ตนตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นความพยายามยืดเวลาการรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปี 2567 และ 2568 ซึ่งความจริงสามารถนัดประชุมเพิ่มได้แต่กลับไม่เกิดขึ้น จึงอดคิดไม่ได้ว่าเป็นความพยายามหลากหลายรูปแบบจากฝั่งรัฐบาลที่จะดึงรายงานดังกล่าวไม่ให้เข้ามาพิจารณาในสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ยังเห็นถึงความพยายามของฝั่งรัฐบาลที่จัดสรรให้ช่วงเวลาอภิปรายงบ กกต. ไปอยู่ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด ดึกที่สุด รวมถึงมีการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้าว่าจะประท้วงใครบ้าง และเมื่อบุคคลเป้าหมายอภิปรายเสร็จ สส. ฝั่งรัฐบาลก็หายตัวออกจากห้องประชุมไปเป็นจำนวนมาก
นายชยพล กล่าวด้วยว่า ฝั่งรัฐบาลยังมีความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ชุดที่ 36 เพื่อเตรียมรองรับการตัดสินคดีโกง สว. ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 กันยายนนี้ เช่น กรณีการเปิดประเด็นว่ามีคนในอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ร่วมเรียนหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) กับบุคลากรในพรรคภูมิใจไทย ก็มีความพยายามชี้แจงจากฝั่งรัฐบาลว่ามีบุคคลอื่นร่วมเรียนในหลักสูตรดังกล่าวด้วย ซึ่งในความเป็นจริง ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเรียน แต่สำคัญคือเมื่อเรียนแล้วนำสายสัมพันธ์จากหลักสูตรไปใช้ทำอะไรต่อ
จากข้อมูลที่ตนได้รับและที่ปรากฏต่อสาธารณะจำนวนมาก ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ทำให้เชื่อได้ว่ามีบางเครือข่ายพยายามทำตัวเป็น “ผู้กำกับ” ดูแลคนในแต่ละภูมิภาคและจังหวัด มีการรวมกลุ่ม สัญญาให้ผลประโยชน์ ดูแลเป็นพิเศษ และนัดแนะวางแผน ดังนั้น กกต. ในฐานะผู้ถือกฎหมายเลือกตั้ง มีหน้าที่ตรวจสอบเบื้องต้น และในเมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มากมายขนาดนี้ ก็ต้องส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยต่อไป
“ณ ตอนนี้เป็นเหมือนกระบวนการบีบคอให้ประชาธิปไตยตายลงอย่างช้าๆ จนอาจเหลือแค่ประชาธิปไตยในนามเท่านั้น ทำให้ทุกคนเริ่มหมดหวังและหมดศรัทธา ทั้งที่ระบบประชาธิปไตยจะฟังก์ชันได้ ทุกคนต้องมีส่วนร่วมตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ 4 ปีครั้ง ทุกคนต้องการความชัดเจน ความยุติธรรม และการสืบสวนที่โปร่งใสตรวจสอบได้ หากมีการส่งฟ้องไม่ครบ หรือแม้กระทั่งไม่ส่งเลย ตนก็พร้อมเปิดหลักฐานเพื่อแสดงให้เห็นเรื่อยๆ ว่าทำไมการตัดสินถึงค้านสายตาสังคมขนาดนั้น” นายชยพล กล่าวและว่า
ยอมรับว่าลึกๆ แล้วรู้สึกว่า กกต. อาจจะไม่ส่งฟ้องเลยทั้ง 229 คน เพราะหากนำคนกลุ่มหนึ่งมาสังเวยเข้าสู่กระบวนการ คนเหล่านั้นอาจทนแรงกดดันไม่ได้และเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อผู้เกี่ยวข้อง จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ส่งใครเลย แต่อาจยอมสังเวย กกต. ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์แทน และมั่นใจว่าจะไม่เป็นอะไร เพราะกลไกในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ล็อกให้การตรวจสอบและสอบสวน กกต. เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว
ด้านนายโคทม ระบุว่า หน้าที่ของ กกต. คือการรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรม ต้องมีความเป็นกลางและไม่อยู่ใต้อาณัติของฝ่ายบริหาร การ “ไม่มี กกต.” กับ “กกต. ไม่ทำหน้าที่” นั้นอาจให้ผลไม่ต่างกัน แต่ตนอยากให้มี กกต. อยู่ เพราะหากยุบ อำนาจทั้งหมดก็จะกลับไปที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งอาจเลวร้ายกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากหลุดพ้นจากระบอบนี้ เราจำเป็นที่จะต้องรื้อฟื้นกระบวนการสรรหา กกต. ใหม่ทั้งหมด แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันยังไม่เปิดทางให้มากนัก
ขณะที่นายมุนินทร์ ระบุว่า ในทางกฎหมาย นักกฎหมายน่าจะเห็นตรงกันถึงองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 ที่ระบุชัดเจนว่าผู้กระทำผิดอาจเป็นผู้สมัครหรือบุคคลอื่นก็ได้ การที่เลขาธิการ กกต. ให้ความเห็นว่าผู้กระทำผิดต้องเป็นผู้สมัครเท่านั้น ถือเป็นเรื่องน่าตกใจมาก พร้อมย้ำว่า กกต. ไม่มีหน้าที่ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หาก กกต. สรุปในเอกสารว่าการกระทำดังกล่าวไม่ผิดหรือไม่เพียงพอที่จะผิด ถือว่าไม่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและเป็นการก้าวล่วงอำนาจของศาลฎีกา หน้าที่ของ กกต. คือประเมินหลักฐานว่ามีมูลพอที่จะส่งไปยังศาลฎีกาหรือไม่ โดยต้องประเมินหลักฐานทุกชิ้น และศาลฎีกาจะเป็นผู้มีอำนาจโดยตรงในการตรวจสอบความสุจริตเที่ยงธรรม นอกจากนี้ ความพยายามปกป้องความไม่โปร่งใสและทำให้กระบวนการไม่ตรงไปตรงมา ยิ่งทำให้เกิดความน่าสงสัยและเชื่อได้ว่ามีความผิดปกติ ซึ่งต้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิสูจน์ พร้อมยืนยันว่าองค์กรอิสระอย่าง กกต. ต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการได้
ขณะที่ น.ส.สฤณี เปิดเผยว่า คดีนี้ปรากฏเส้นทางการเงินจำนวนมาก และจากข้อมูลปัจจุบันมีหลักฐานชุดเดียวที่แสดงเส้นทางการเงินอย่างชัดเจน ซึ่งมาจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างหนักระหว่างเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอ การที่ กกต. อ้างว่าขอยืดเวลาเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม จึงน่าตั้งคำถามว่าข้อมูลเพิ่มเติมคืออะไร เพราะหลักฐานชุดนี้ก็มีความชัดเจนและไม่น่าสับสน
ทั้งนี้ เห็นว่า หลักฐานทางการเงินมีสองประเด็นหลัก คือแรงจูงใจในการโอนเงิน และความน่าเชื่อถือของข้ออ้างในการโอน หากมองเฉพาะเรื่องแรงจูงใจส่วนบุคคลเพื่อเข้าไปเป็น สว. นั้นอาจจะประเมินว่าไม่สมเหตุสมผล เพราะมีการโอนเงินในหลายระดับ จึงต้องมองให้เห็นภาพรวมซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงแรงจูงใจในการ “ครอบงำสภาสูง” ผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบ โดยมีรายการน่าสงสัยหลายรายการ เช่น ผู้สมัคร สว. หลายคนได้รับเงินโอนในช่วงวันเลือกตั้ง บางรายการโอนมาจากผู้ช่วย สส. และบางรายการโอนรอบเดียว 10 คนในจำนวนเงินเท่ากันหมด ซึ่งผู้มีแรงจูงใจในการจ่ายเงินลักษณะนี้ก็ต้องเป็นสังกัดของผู้ช่วย สส. ดังกล่าว ข้อมูลทางการเงินเหล่านี้จึงเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง
政治发展委员会召开论坛,审查选举委员会和参议院选举舞弊案。查亚波尔敦促采取行动,并威胁称,如果案件得不到起诉,他将公布更多证据。与此同时,科托姆强调,选举委员会的职责是维护诚信、公平和公正。
2026年9月11日,在国会大厦,众议院政治发展、大众传媒和公众参与委员会举办了一场题为“上议院信任危机:泰国政治的机遇与挑战”的研讨会。此次研讨会召开之际,距离选举委员会就参议院选举舞弊案是否起诉被告进行投票仅剩三天。研讨会小组成员包括:前选举委员、玛希隆大学人权与和平研究所顾问科托姆·阿里亚先生;作家兼研究员萨琳妮·阿查瓦努塔库尔女士;前法政大学法学院院长穆宁·蓬萨潘先生;以及人民党曼谷国会议员查亚蓬·萨通迪先生。
查亚波尔先生指出,本周对2027年度预算案进行二读时,辩论进展缓慢,不得不延长至四天。他怀疑这可能是为了拖延对选举委员会2024年和2025年绩效报告的审议。他指出,原本可以安排更多会议,但却没有,这让他相信政府正在采取各种手段阻止本周对这些报告的审议。
此外,政府蓄意将选举委员会预算辩论安排在最糟糕的时间,尽可能晚地进行,并且预先设定了抗议目标,这些都昭然若揭。在目标人物发言完毕后,大量政府议员离开了会议室。
查亚蓬先生还指出,政府方面仍在努力使第36届裁决小组委员会合法化,以准备迎接9月14日即将作出的参议院舞弊案裁决。例如,针对第36届裁决小组委员会成员与泰自豪党人员一同参加高级政治与选举发展课程(APED)一事,政府试图澄清还有其他人也参加了该课程。然而,真正的问题不在于谁参加了课程,而在于他们之后如何利用从课程中获得的人脉关系。
根据已掌握的信息和大量公开资料,显而易见存在违规行为,由此可以推断某些网络试图充当“幕后操纵者”,控制各地区和省份的个人。这些网络正在组建团体,承诺提供利益,给予特殊待遇,并协调规划。因此,作为选举法的执行机构,选举委员会负有进行初步调查的责任。鉴于存在大量“可信证据”,此案必须提交最高法院裁决。
“现在的情况就像一个缓慢而令人窒息的过程,正在扼杀民主,只留下一个徒有虚名的民主。每个人都在失去希望和信念,尽管民主制度要正常运作,需要的是持续的参与,而不仅仅是每四年一次。每个人都渴望清晰、公正,以及透明、可核实的调查。如果起诉书不完整,甚至根本没有起诉,我准备提供证据,说明为什么判决与民意如此背道而驰,”查亚波尔先生说道。
坦白说,我内心深处觉得选举委员会可能不会起诉这229人中的任何一人。如果他们牺牲一个群体,这些人可能承受不住压力而泄露信息,从而对相关人员构成威胁。因此,他们很可能根本不会起诉任何人。相反,他们可能会牺牲选举委员会来承受公众的批评,但我相信这不会是个问题,因为2017年宪法中的机制已经使得对选举委员会的审查和调查变得困难重重。
科托姆先生指出,选举委员会的职责是维护选举的公正性和公平性,保持中立,不受行政部门的控制。他认为,“没有选举委员会”与“选举委员会未能履行职责”可能会产生类似的结果,但他更倾向于保留选举委员会。他解释说,如果选举委员会被解散,所有权力将重新落入内政部手中,情况可能会更糟。然而,他总结道,要摆脱这种体制,必须彻底改革选举委员会的遴选程序,但现行宪法在这方面并没有太多限制。
与此同时,穆宁先生指出,从法律角度而言,律师应当就《参议员选举组织法》第62条规定的犯罪构成要件达成一致意见,该条明确规定,犯罪者可以是候选人,也可以是其他个人。选举委员会秘书长竟然认为只有候选人才可能构成犯罪,这令人震惊。他强调,选举委员会没有义务评估证据。如果选举委员会在其文件中得出结论,认为该行为不构成犯罪,或者认为证据不足以构成犯罪,这将违反法律程序,并侵犯最高法院的管辖权。选举委员会的职责是评估所有证据,以确定是否有足够的证据将案件提交最高法院。最高法院拥有直接权力来核实选举程序的公正性和完整性。此外,任何试图掩盖缺乏透明度、破坏选举程序公正性的做法,只会引发怀疑,暗示存在违规行为,而这些违规行为必须由最高法院予以证实。他强调,像选举委员会这样的独立组织必须接受司法审查。
与此同时,萨琳妮女士透露,此案涉及众多金融交易,但根据目前掌握的信息,只有一套证据能够清晰地证明这些交易的存在。这套证据来自第26号调查委员会,该委员会由选举委员会和特别调查部联合组成。选举委员会声称需要更多时间审查补充信息,这不禁令人质疑,究竟需要哪些补充信息,因为目前的证据已经清晰明确。
据信,财务证据涉及两个主要方面:资金转移的动机以及转移声明的可信度。仅仅关注竞选参议员的个人动机似乎并不合乎逻辑,因为资金转移发生在多个层级。因此,必须采取整体视角,揭示通过系统性操纵“控制上议院”的动机。已发现多起可疑交易,例如多名参议员候选人在选举期间收到资金转移。部分资金转移来自议会助理,部分资金转移涉及向10人一次性支付相同金额。有此类付款动机的人必然与这些议会助理有关联。这些财务信息提供了可信的证据,证明腐败确实存在。