ทรัมป์เสนอเปลี่ยนชื่อ "ช่องแคบฮอร์มุซ" เป็น "ช่องแคบทรัมป์" อ้างสหรัฐฯ คุมพื้นที่โดยสมบูรณ์特朗普提议将霍尔木兹海峡更名为“特朗普海峡”,声称美国完全控制了该地区。
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เสนอเปลี่ยนชื่อช่องแคบฮอร์มุซเป็น “ช่องแคบทรัมป์” หลังสหรัฐฯ อ้างว่าสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ได้โดยสมบูรณ์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เสนอเปลี่ยนชื่อ "ช่องแคบฮอร์มุซ" เป็น "ช่องแคบทรัมป์" หลังสหรัฐฯ อ้างว่าสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ได้โดยสมบูรณ์ ขณะที่อิหร่านยังโจมตีเรือและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอให้เปลี่ยนชื่อ "ช่องแคบฮอร์มุซ" เป็น "ช่องแคบทรัมป์" ท่ามกลางการกลับมาปะทุของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมยืนยันอีกครั้งว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายควบคุมเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้
ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. ว่า "ตอนนี้เราควบคุมช่องแคบนี้อยู่ภายใต้สหรัฐฯ แล้ว เราควรเปลี่ยนชื่อช่องแคบฮอร์มุซเป็น "ช่องแคบทรัมป์" หรือไม่? เช่นเดียวกับอเมริกาเอง มันจะ "ร้อนแรง" กว่าที่เคย!"
ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ เรือและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทะเล ศักยภาพในการวางทุ่นระเบิด และระบบสื่อสารที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC
กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ครอบคลุมพื้นที่พลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในหลายจังหวัด ได้แก่ คูเซสถาน ซิสถานและบาลูจิสถาน ฮอร์มอซกัน และเคอร์มาน โดยระบุว่าพิธีแต่งงานในพื้นที่คูเฮสตัก เขตซีริก ทางตอนใต้ของประเทศ ถูกโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ขณะที่สื่ออิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน รวมถึงเด็ก 2 คน
อย่างไรก็ตาม ทิม ฮอว์กินส์ โฆษก CENTCOM ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ รับทราบรายงานดังกล่าวซึ่งมาจากสื่อของรัฐบาลอิหร่าน พร้อมยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยกำหนดเป้าหมายโจมตีพลเรือน
อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดย IRGC ระบุว่าได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน คูเวต และบาห์เรน รวมถึงเป้าหมายของสหรัฐฯ อีกแห่งในอิรัก
การสู้รบรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากทั้งสองฝ่ายหยุดการสู้รบอย่างเปิดเผยเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แต่สถานการณ์กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าได้โจมตีแท่นยิงของอิหร่าน 2 แห่งบนเกาะลารัก เมื่อวันอาทิตย์ เนื่องจากเชื่อว่ากำลังเตรียมยิงจรวดที่บรรทุกทุ่นระเบิดลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ
แม้ทรัมป์และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะยืนยันหลายครั้งว่าช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานแล้ว และมีน้ำมันหลายล้านบาร์เรลขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวในแต่ละวัน แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ได้ลดลงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ Kpler ระบุว่า เมื่อวันอังคารมีเรือเพียง 6 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดลงจาก 19 ลำเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ขณะที่ก่อนสงครามอิหร่านเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยปกติมีเรือเดินผ่านช่องแคบแห่งนี้ประมาณ 138 ลำภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง
ขณะเดียวกัน หน่วยปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร หรือ UKMTO ซึ่งเป็นหน่วยงานติดตามความปลอดภัยทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเรืออังกฤษ รายงานเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซเกือบทุกวัน
เมื่อวันที่ 2 ก.ย. UKMTO รายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกโจมตีขณะเดินทางผ่านช่องแคบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน โดยกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียตกเป็นเป้าหมายของอิหร่าน
ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบยังส่งผลต่อราคาพลังงาน โดยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 4% หลังเกิดการโจมตีระลอกล่าสุด ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.12 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือราว 3.8 ลิตร เมื่อวันพุธ จากระดับต่ำกว่า 3 ดอลลาร์ก่อนสงครามเริ่มต้น
แม้สถานการณ์จะยังไม่มีแนวโน้มยุติลงในเร็ววัน แต่ทรัมป์ยังคงประกาศว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ และยืนยันว่าอิหร่านพ่ายแพ้ทางทหารแล้ว ขณะที่อิหร่านยังคงมีศักยภาพในการโจมตีตอบโต้ฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
หลังการโจมตีเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ทรัมป์เตือนรัฐบาลอิหร่านอย่างแข็งกร้าวว่า หากอิหร่านตอบโต้ สหรัฐฯ จะโจมตีอีกครั้ง "ในระดับที่รุนแรงและหนักหน่วงกว่ามาก" แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กองทัพอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน และอิรัก
ประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ซึ่งประกอบด้วยบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประณามการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคว่าเป็นการกระทำที่ "เลวร้ายอย่างยิ่ง" GCC ระบุว่าจะยืนหยัดเคียงข้างประเทศที่ได้รับผลกระทบ และสนับสนุนมาตรการต่าง ๆ เพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนและผู้อยู่อาศัย
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นเสมือน "ดินแดนของอเมริกา" และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังเรียกทะเลสาบออนแทรีโอ ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาเสียใหม่ว่า “ทะเลสาบอเมริกา” ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศ
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ทั้งการคว่ำบาตรและมาตรการทางทหาร ขณะที่ยังไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนสำหรับการเจรจาหยุดยิง ทำให้ความเสี่ยงที่สงครามจะยืดเยื้อและกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับสูง.
ที่มา TIME / Al Jazeera
美国总统唐纳德·特朗普提议将霍尔木兹海峡更名为“特朗普海峡”,此前美国声称完全控制了这条重要的航道,而伊朗则继续袭击该地区的美国船只和基地,紧张局势已持续七个月。
在美伊冲突再度升级之际,美国总统唐纳德·特朗普提议将霍尔木兹海峡更名为“特朗普海峡”,同时重申美国控制着这条战略航道。
9月2日星期三,特朗普在社交媒体上发帖称:“既然我们已经控制了这条海峡,将其置于美国的掌控之下,我们是否应该将霍尔木兹海峡更名为‘特朗普海峡’?就像美国本身一样,它将比以往任何时候都更加‘火热’!”
就在美国中央司令部 (CENTCOM) 对伊朗多个地点发动攻势不到 24 小时后,该提议便被提出。美国军方表示,此次袭击的目标是防空系统、雷达系统、舰船和海军设施、布雷能力以及与伊斯兰革命卫队 (IRGC) 相关的通信系统。
伊朗外交部表示,美军的袭击目标是伊朗多个省份的平民区和基础设施,包括胡齐斯坦省、锡斯坦-俾路支斯坦省、霍尔木兹甘省和克尔曼省。伊朗外交部特别提到,南部锡里克地区胡赫斯塔克镇的一场婚礼遭到袭击,造成人员伤亡。伊朗媒体报道称,至少有四人死亡,其中包括两名儿童。
然而,美国中央司令部发言人蒂姆·霍金斯表示,美军已经注意到这份来自伊朗国家媒体的报道,并重申美军从未以平民为目标。
伊朗随即以导弹和无人机袭击的方式对该地区的美国基地进行报复。伊朗伊斯兰革命卫队声称袭击了位于约旦、科威特和巴林的美国基地,以及位于伊拉克的另一个美国目标。
在双方公开宣布停火约一个月后,最新一轮冲突爆发。此前,美军于周日袭击了拉拉克岛上的两个伊朗发射场,美方认为这两个发射场正准备向霍尔木兹海峡发射装载地雷的火箭弹,此后局势再次升级。
尽管特朗普和美国官员一再确认霍尔木兹海峡已经重新开放,并且每天都有数百万桶石油通过该航线运输,但近几周来油价并未下跌。
商品市场分析公司 Kpler 的数据显示,周二只有 6 艘船通过霍尔木兹海峡,低于 8 月 28 日的 19 艘。在 2 月 28 日两伊战争爆发之前,通常 24 小时内约有 138 艘船通过该海峡。
与此同时,隶属于英国海军的海事安全监督机构——英国海事贸易行动管理局(UKMTO)报告称,霍尔木兹海峡几乎每天都发生船只遇袭事件。
9月2日,英国海事组织(UKMTO)报告称,一艘油轮在途经霍尔木兹海峡时遭到袭击,造成两人死亡。沙特阿拉伯外交部表示,这艘沙特油轮是伊朗的袭击目标。
海峡航运的不确定性也影响了能源价格,最新袭击事件发生后,油价上涨了约4%。美国汽油价格周三攀升至每加仑约4.12美元(约3.8升),而冲突爆发前油价低于3美元。
尽管局势看起来短期内不会结束,但特朗普继续宣称美国取得了胜利,并坚称伊朗遭受了军事失败,而伊朗仍然有能力对美国在该地区的基地和利益进行报复。
9月1日袭击事件发生后,特朗普向伊朗政府发出严厉警告,称如果伊朗进行报复,美国将再次发动“规模更大、强度更高的”打击。然而,数小时后,伊朗军方便对位于巴林、约旦和伊拉克的美国基地发动了导弹和无人机袭击。
由巴林、科威特、阿曼、卡塔尔、沙特阿拉伯和阿拉伯联合酋长国组成的海湾合作委员会(海合会)成员国谴责伊朗对美国在该地区军事基地的报复性袭击,称其为“极其令人发指”的行径。海合会表示,将与受影响国家站在一起,并支持其采取措施保护国家主权、安全以及人民和居民的福祉。
此前,特朗普曾将霍尔木兹海峡称为“美国领土”,上周,他又将美国和加拿大之间的边界——安大略湖——重新命名,这是两国贸易争端的一部分。
与此同时,美国继续通过制裁和军事措施加大对伊朗的经济压力。由于停火途径不明朗,战争旷日持久及其对霍尔木兹海峡石油运输的影响风险依然很高。
来源:时代周刊/半岛电视台