กรุงไทยชี้ Fed ลดแรงกดดัน แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นเทคฯ จับตาซัมมิตสหรัฐฯ-จีน泰京银行表示,美联储正在放松施压,建议增加对科技股的投资,并正在关注中美峰会。
กรุงไทย ชี้ความไม่แน่นอนนโยบายการเงินลดหลังผลประชุม Fed และ Dot Plot ไม่เข้มงวดเกินคาด แนะสะสมหุ้น Quality Growth และ High Beta โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี กระจายความเสี่ยงรับมือบอนด์ยีลด์ ราคาน้ำมัน จับตาซัมมิตผู้นำสหรัฐฯ-จีน 24 ก.ย.

วันนี้ (21 ก.ย. 2569) ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office: CIO) วิเคราะห์การลงทุนหลังความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินมีแนวโน้มลดลง หลังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และประมาณการอัตราดอกเบี้ย หรือ Dot Plot ไม่ได้ส่งสัญญาณเข้มงวดเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้สามารถทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวผสมผสาน โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.1% และ Dow Jones ลดลง 1.7% ขณะที่ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.7% จากแรงหนุนของหุ้นเทคโนโลยี หลังบอนด์ยีลด์ปรับลดลงชั่วคราว สะท้อนว่าตลาดยังให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรชัดเจน มากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นโดยรวม ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลง ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัว
กรุงไทยชี้ Fed ลดแรงกดดัน แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นเทคฯ จับตาซัมมิตสหรัฐฯ-จีน
ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 2.9 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 5% จากความกังวลด้านเงินเฟ้อและฐานะการคลัง ขณะที่บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ลดลง 4.7 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 2.30% จากปัจจัยเฉพาะตัว ส่วนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 0.7% มาอยู่บริเวณ 4,379 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 103.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI เพิ่มขึ้น 0.2% และยังยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความเสี่ยงด้านพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางการจับตาบทบาทของจีนในการเป็นตัวกลางเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นมากกว่าระดับเป็นกลางในระยะกลาง เน้นทยอยเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มกำไรชัดเจนและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง พร้อมแนะนำให้หุ้นกลุ่ม Quality Growth หรือหุ้นเติบโตที่มีพื้นฐานและคุณภาพของกำไรแข็งแกร่ง เป็นแกนหลักของพอร์ตการลงทุนระยะยาว
ขณะที่หุ้นกลุ่ม High Beta หรือหุ้นที่ราคามีความอ่อนไหวต่อตลาดสูง เหมาะสำหรับการลงทุนในพอร์ตส่วนเพิ่ม โดยเน้น Technology และ Semiconductor ที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของการใช้งาน AI และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานประมวลผล AI รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีในเอเชียเหนือ
ทั้งนี้กรุงไทยมองเชิงบวกระยะสั้นต่อตลาดหุ้นจีน A-Shares ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ รวมถึงตลาดหุ้นเวียดนาม หลัง FTSE Russell ยกระดับสถานะสู่ Secondary Emerging Market พร้อมแนะนำกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่ม Healthcare, Energy และทองคำ
หากราคาน้ำมันเริ่มผ่อนคลายและบอนด์ยีลด์มีเสถียรภาพมากขึ้น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สามารถทยอยเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มเติบโตในช่วงที่ราคาปรับตัวลง เพื่อใช้เป็นจังหวะสะสมการลงทุน
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนในวันที่ 24 ก.ย. 2569 เพื่อประเมินทิศทางการพักรบทางการค้า (Trade Truce) รวมถึงความคืบหน้าข้อตกลงด้านแร่หายาก (Rare Earths) และเทคโนโลยี AI ขณะที่วันที่ 23 ก.ย. จะมีการเปิดเผยดัชนี Flash PMI ของสหรัฐฯ ยุโรป และประเทศเศรษฐกิจหลัก ส่วนวันที่ 25 ก.ย. ต้องติดตามตัวเลขการส่งออกและนำเข้าของไทย
จับตา 4 ตัวแปรชี้ทิศทองคำ "เฟด–บอนด์ยีลด์–น้ำมัน–ซัมมิต ทรัมป์–สี จิ้นผิง"
จับตา 3 แบงก์กลางใหญ่ชี้ชะตาทองคำโลก ฮอร์มุซป่วน-เงินเฟ้อกดดันตลาด
“ทองคำ”วัดใจ 3 ปัจจัยระดับโลก“อิหร่าน-พันธบัตร-เฟด” ชี้ทิศทางราคารอบใหม่
ซัมมิตผู้นำสหรัฐฯ-จีน
今天(2026年9月21日),泰京首席投资办公室(CIO)分析了货币政策前景下调后的投资机会。美联储会议结果和利率预测(点阵图)并未显示降息幅度超出市场预期,这使得风险资产逐步增持成为可能。上周美国股市涨跌互现,标普500指数下跌0.1%,道琼斯指数下跌1.7%,而纳斯达克指数则上涨0.7%,这主要得益于债券收益率暂时下降后科技股的上涨。这反映出市场持续关注盈利增长前景明确的股票,而非整体股市。欧洲股市下跌,而日本股市则出现反弹。
泰京银行表示,美联储正在放松施压,建议增加对科技股的投资,并正在关注中美峰会。
债券市场方面,受通胀和财政状况担忧的影响,10年期美国国债收益率上涨2.9个基点至5%。与此同时,受特定因素影响,10年期泰国国债收益率下跌4.7个基点至2.30%。大宗商品市场方面,黄金价格上涨0.7%至每盎司约4379美元。
尽管布伦特原油价格下跌 0.7% 至每桶 103.87 美元,但 WTI 原油价格上涨 0.2% 并保持在每桶 100 美元以上,这反映出在有关中国在霍尔木兹海峡调解紧张局势中的作用的猜测下,能源风险持续高企。
在投资策略方面,我们中期将继续维持高于中性水平的股票配置比例。我们强调逐步增加盈利前景清晰、现金流强劲的资产配置比例。我们建议将优质成长股,即基本面稳健、盈利质量高的成长股,作为长期投资组合的核心。
与此同时,高贝塔系数股票(即价格对市场波动高度敏感的股票)适合作为额外的投资组合,重点关注受人工智能应用扩张和人工智能计算基础设施投资驱动的科技和半导体行业,以及北亚的科技股。
泰京银行看好中国A股市场短期前景,认为政府措施对其有利;同时,在富时罗素将越南股市评级提升至二级新兴市场后,泰京银行也看好越南股市。该行建议分散风险,投资医疗保健、能源和黄金板块。
如果油价开始回落,债券收益率趋于稳定,那么在油价下跌期间逐步增加成长股的配置比例,利用这些机会积累投资,将是一个有利因素。
本周需要关注的关键因素包括9月24日中美领导人会晤,评估贸易休战的走向,以及稀土协议和人工智能技术方面的进展。9月23日,美国、欧洲和主要经济体的PMI初值将公布。最后,9月25日,泰国进出口数据也值得关注。
密切关注以下四个将决定黄金价格走向的变量:美联储、债券收益率、石油以及特朗普与习近平的峰会。
三大央行将决定全球黄金价格的走向;激素波动和通货膨胀给市场带来压力。
黄金价格正受到三大全球因素的考验:伊朗局势、债券市场和美联储,这些因素将指示下一个价格周期的方向。
美中峰会