ปชน. เตรียมยื่น ป.ป.ช. ฟ้อง กกต.ยกชุด 25 ก.ย. นี้ ปมสั่งฟ้องฮั้วเลือก สว. ส่อมิชอบ-ละเว้นหน้าที่人民民主联盟(PAD)准备于9月25日对整个选举委员会(EC)提起诉讼,指控其在下令起诉参与参议院选举舞弊的人员方面存在不当行为和渎职行为。
“ณัฐพงษ์” แถลงพรรคประชาชนเตรียมยื่น ป.ป.ช. ฟ้อง กกต.ยกชุด 25 ก.ย. นี้ ปมสั่งฟ้องฮั้วเลือก สว. ส่อมิชอบ-ละเว้นหน้าที่ ติงไม่เหมาะ ตั้ง “ปิยะ” คุม DSI หวั่นตัดตอนคดีเอื้อรัฐบาล

“ณัฐพงษ์” แถลงพรรคประชาชนเตรียมยื่น ป.ป.ช. ฟ้อง กกต.ยกชุด 25 ก.ย. นี้ ปมสั่งฟ้องฮั้วเลือก สว. ส่อมิชอบ-ละเว้นหน้าที่ ติงไม่เหมาะ ตั้ง “ปิยะ” คุม DSI หวั่นตัดตอนคดีเอื้อรัฐบาล
วันที่ 23 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยว่าพรรคประชาชนเตรียมยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตั้งคณะไต่สวนดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน ในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีส่อใช้อำนาจและดุลพินิจโดยมิชอบในการตรวจสอบการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า จากการติดตามการทำงานของ กกต.พบข้อพฤติการณ์ส่อไปในทางมิชอบและเข้าข่ายอาจขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ ประกอบด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรา 234, พ.ร.ป. ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 172, พ.ร.ป. ว่าด้วย กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยสาระสำคัญของคำร้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มประเด็นหลัก
ประเด็นแรกคือ มติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าเป็นการปฏิเสธการพิจารณาความผิดในลักษณะร่วมกันทำเป็นกระบวนการ โดย กกต. พยายามแถลงชี้แจงว่าจะพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่ข้อเท็จจริงชี้ชัดว่าเป็นการดำเนินการที่มีลักษณะเป็นกระบวนการซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นอกจากนี้ กกต. ยังเมินเฉยต่อวัตถุพยานสำคัญอย่าง “โพยใบสั่ง” ทั้งที่ขัดต่อบรรทัดฐานเดิมของ กกต. เอง ที่เคยสั่งฟ้องเพียงเพราะมีหลักฐานข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ขอแลกคะแนน แต่ในคดีนี้กลับมีวัตถุพยานมากกว่า แต่กลับละเลย รวมถึงยังพบการอ้างการกลับคำให้การของพยานบางราย คือ นายเอกราช ช่างเหลา เพื่อตัดตอนรูปคดี อันส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
สำหรับประเด็นที่สอง คือ การดำเนินงานของ กกต. ในช่วงก่อนที่จะมีลงมติ ซึ่งส่อให้เห็นว่าจงใจปล่อยปละละเลยหรืออาจรู้เห็นเป็นใจให้เกิดการทุจริต เช่น การออกระเบียบที่เอื้อต่อการทำโพย โดยกำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขเดียวกันทั้งในรอบเช้าและรอบบ่าย ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้สะดวกต่อการจัดทำโพย ตลอดจนความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครและการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือกตั้ง ซึ่งวันศุกร์นี้จะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ด้วยตนเอง
ส่วนจะยื่นฟ้อง กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เบื้องต้นจะยื่นฟ้องทุกคนที่อยู่ในข่ายเกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ในครั้งนี้ เป็นการขอให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวนขึ้นมาตรวจสอบตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะไต่สวนว่าใครถูกหรือผิด ส่วนน้ำหนักในคำร้องนั้น ต้องการให้ ป.ป.ช. เห็นภาพรวมเหมือนที่ประชาชนเห็น ว่าการดำเนินการดังกล่าวทำเป็นกระบวนการ ไม่สามารถพิจารณาแยกเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ หากนำจิ๊กซอว์ทุกตัวมาประกอบกันจะเห็นพฤติการณ์ส่อทุจริตอย่างชัดเจน
เมื่อถามต่อว่า จะเป็นเนื้อหาเดียวที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นการดำเนินการแยกส่วนกัน และขอแนะนำไปยังผู้เสียหายโดยตรง เช่น ผู้สมัคร สว. หรือ สว. สำรอง ว่ามีอีกหนึ่งช่องทางคือการร้องไปยังศาลโดยตรง ส่วนพรรคประชาชนเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมาย จึงไม่สามารถใช้ช่องทางดังกล่าวได้ ต้องยื่นผ่าน ป.ป.ช. เท่านั้น
ขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า เหตุผลที่ต้องยื่นร้อง กกต. ทั้ง 7 คน เนื่องจาก กกต. ไม่เคยเปิดเผยผลการลงมติเป็นรายบุคคลว่ากรรมการคนใดลงมติอย่างไรในการสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องในแต่ละข้อกล่าวหา โดยเปิดเผยเพียงแค่ตัวเลขคะแนนเสียงเท่านั้น จึงจำเป็นต้องร้อง กกต. ทั้งหมด 7 คน เพื่อให้ ป.ป.ช. ไปไต่สวนข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ฝ่ายกฎหมายของพรรคกำลังพิจารณาว่าสามารถยื่นร้องเอาผิด คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 36 ได้ด้วยหรือไม่ เนื่องจาก พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 69 ครอบคลุมถึงอนุกรรมการด้วย ซึ่งอนุกรรมการชุดที่ 36 มีมติเสียงข้างมากคาดว่า 5 ต่อ 2 เสนอว่า กกต. ไม่ควรสั่งฟ้องใครเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่ง1ใน5 เสียงข้างมากคือ ร.ต.อ.ปิยะ โดยมองว่าการเสนอความเห็นดังกล่าวขัดต่อหลักการ ข้อกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ
ส่วนที่ ครม.มีมติ แต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คนใหม่นั้น นายพริษฐ์กล่าวว่า เป็นประเด็นที่ สส. พรรคประชาชน เคยแสดงความกังวลไว้ล่วงหน้า และถือเป็นเหตุให้ต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง โดยลำดับเหตุการณ์ที่ผ่านมา DSI เคยสรุปสำนวนเสนอให้อัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 คนเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ก่อนที่อัยการจะตีกลับมาว่าการกระทำความผิดมีลักษณะเป็นกระบวนการ ไม่ควรสั่งฟ้องเพียง 8 คน DSI จึงชะลอเพื่อรอมติจาก กกต. จนกระทั่ง กกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน สั่งฟ้อง 77 คน ซึ่งถือว่ายืนยันชัดเจนแล้วว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ดังนั้น DSI จึงมีบทบาทสำคัญมากในการเดินหน้าสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาเพื่อขยายผลนำผู้กระทำผิดมารับโทษ
“การเปลี่ยนตัวอธิบดีกรม DSI ในช่วงเวลานี้ แล้วยิ่งเปลี่ยนมาเป็นคุณปิยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่เคยลงความเห็นว่าไม่มีใครทำผิดเลยแม้แต่คนเดียว ทำให้เกิดข้อกังวลว่าเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามทำให้การทำงานของ DSI เป็นคุณต่อคนในรัฐบาลหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ จึงต้องเรียกร้องไม่ให้มีการแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่” นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามย้ำว่าการแต่งตั้งดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการแต่งตั้งโดยมิชอบหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่า ในข้อกฎหมายต้องไปดูรายละเอียด แต่ในเชิงความเหมาะสมทางการเมืองถือเป็นคำถามใหญ่ เพราะเป็นการแต่งตั้งคนที่เคยลงความเห็นสวนทางกับหลักฐาน สวนทางกับความคิดเห็นของคนในสังคม ขัดแย้งกับข้อสรุปของคณะไต่สวนชุดที่ 16 ขัดแย้งกับความเห็นของเลขาธิการ กกต. และขัดแย้งกับมติ กกต. ที่สั่งฟ้อง 77 คน ให้มาคุม DSI ในห้วงเวลาสำคัญ ซึ่งในฐานะฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีกระแสข่าวว่า DSI อาจตัดจบในคดีเกี่ยวกับเงินหรือคดีอ้างอิงซ่องโจรนั้น นายพริษฐ์ ยืนยันว่า พรรคจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อ กกต. มีมติยืนยันว่ามีการกระทำความผิดจริง DSI ยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะไม่เดินหน้าสอบสวนต่อ โดยในการประชุมคณะกรรมาธิการองค์กรอิสระเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีมติบรรจุเรื่องนี้เข้าเป็นวาระการประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อเชิญตัวแทนจาก กกต., DSI และอัยการ เข้ามาชี้แจงและตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาในรัฐบาลอย่างแน่นอน
“纳塔蓬”宣布,人民党准备于9月25日对整个选举委员会提起诉讼,指控其在参议院选举舞弊案中存在不当行为和渎职。他还批评任命“皮亚”担任特别调查部部长,担心他可能会为了政府利益而掩盖真相。
2026年9月23日,人民党议员、党团代表纳塔蓬·鲁昂帕尼亚武特先生与另一位党团代表帕里特·瓦查拉辛杜先生透露,人民党正准备向国家反腐败委员会(NACC)提出申诉,要求成立调查委员会,对选举委员会(EC)全部七名成员提起诉讼,指控他们在履行或玩忽职守过程中存在不当行为。此举源于他们涉嫌在参议院选举调查中滥用职权和自由裁量权。
纳塔蓬先生表示,他对选举委员会工作的监督发现,其行为疑似存在不当行为,并可能违反了多项法律,包括《宪法》第234条、《国家反腐败委员会组织法》第172条、《选举委员会组织法》第69条以及《刑法》第157条。这些投诉主要分为两大类问题。
第一个问题是选举委员会9月14日作出的决议,该决议驳回了将这些指控视为协调程序进行审议的可能性。委员会试图解释说,它将逐案审理,尽管事实清楚地表明,这些行为是可能涉及政治官员的协调程序的一部分。
此外,选举委员会忽略了关键证据,例如“投票顺序单”,这与其此前仅凭LINE应用程序中请求交换投票的信息就提起诉讼的先例相矛盾。然而,本案中存在更多物证,却被置之不理。此外,还有指控称一些证人,例如埃卡拉·昌劳先生,撤回了证词以阻挠案件调查,这引发了人们对选举委员会可能存在偏袒政治官员的质疑。
第二个问题涉及选举委员会在投票前的运作,这些运作表明其存在故意疏忽或可能参与选举舞弊。这包括旨在方便伪造选票的规定,例如要求候选人在上午和下午的投票中使用相同的号码,这使得伪造选票变得容易。此外,在核实候选人资格方面也存在缺陷,并且在选举日当天存在渎职行为。我将于本周五亲自向国家反腐败委员会提交投诉。
关于是否会对选举委员会全部七名成员提起诉讼,纳塔蓬先生表示,最初会对所有涉案人员提起诉讼。提交给国家反腐败委员会(NACC)的投诉是请求NACC成立一个调查委员会,审查案件的事实和情况。之后,NACC将负责判定谁对谁错。这份投诉旨在确保NACC能够像公众一样了解事情的全貌,从而证明选举过程存在缺陷,不能逐案或以个人为单位进行审查。当所有证据拼凑起来后,腐败的证据就会昭然若揭。
当被进一步问及这是否是反对派在不信任辩论中提出的唯一议题时,纳塔蓬先生表示,这是一个独立的程序,并建议那些直接受影响的人,例如参议院候选人或候补参议员,他们还有另一种选择:直接向法院提起诉讼。至于人民党,由于他们不属于法律规定的直接受影响群体,因此不能使用法院途径,必须通过国家反腐败委员会(NACC)提出申诉。
与此同时,帕里特先生补充说,之所以对选举委员会(EC)全部七名成员提起诉讼,是因为选举委员会从未公开每位委员就每项指控的投票结果——即每位委员如何投票决定是否起诉——而只公布了票数。因此,有必要对所有七名选举委员会成员提起诉讼,以便国家反腐败委员会(NACC)能够调查事实。与此同时,该党的法律团队正在考虑是否也可以对第36调查和调查小组委员会提起诉讼,因为《参议员遴选组织法》第69条也涵盖了小组委员会。第36调查和调查小组委员会以大约5比2的多数票提议选举委员会不应起诉任何人。五张多数票中的一张来自皮亚中校,他认为这一意见违背了原则、法律和公开证据。
关于内阁任命皮亚·拉克萨库尔中校为特别调查局(DSI)新任局长的决定,帕里特先生表示,人民党议员此前曾对此表示担忧,并认为此事需要进行严格且持续的审查。他解释说,去年年底,特别调查局曾向检察官提交了一份案件卷宗,要求起诉八名嫌疑人。然而,检察官驳回了该卷宗,认为这些犯罪行为构成有组织的阴谋,仅起诉八人并不合适。随后,特别调查局推迟了起诉,等待选举委员会的决定。最终,9月14日,选举委员会起诉了77人,明确证实了违法行为的存在。因此,特别调查局在开展彻底调查、将所有犯罪分子绳之以法方面发挥着至关重要的作用。
帕里特先生说:“此时更换特别调查局局长,尤其是任命皮亚先生担任此职,而皮亚先生是第36小组委员会的成员,此前曾得出结论认为无人有罪,这令人担忧,认为此次公务员的任命和调动是为了偏袒政府官员或身处政府的被告。因此,我们必须要求停止干预官员的工作。”
当被问及这项任命是否不当时,帕里特先生表示,法律层面需要详细审查,但从政治角度来看,这是一个重大问题。他解释说,任命一位此前曾发表过与证据、与民意相悖的言论,与第十六届调查委员会的结论、与选举委员会秘书长的意见相悖,并且与选举委员会起诉77人的决议相悖的人,在关键时期领导特别调查局是不可接受的。他补充说,作为反对派,他们一定会继续推进调查。
针对有关特别调查局(DSI)可能因财务问题或涉嫌有组织犯罪而结案的传言,帕里特先生证实,该党正在密切关注事态发展。他表示,既然选举委员会已确认存在不当行为,特别调查局就没有理由停止调查。他还补充说,在上周的独立组织委员会会议上,此事已被列入下周会议的议程,届时将邀请选举委员会、特别调查局和总检察长办公室的代表出席,以澄清事实并展开进一步调查。这样做是为了确保政府中不存在滥用职权为被告谋取利益的情况。