← 返回新闻首页
泰国权威

เหรียญสองด้าน Data Center จัดแถวรับแรงกดดัน "ภูมิรัฐศาสตร์โลก"

หลังกรมธุรกิจพลังงานตรวจสอบพบศูนย์ Data Center ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในพื้นที่พระราม 9 กรุงเทพมหานคร ตั้งใกล้กับโรงพยาบาล ซุกน้ำมันดีเซลสำรองใต้ดินกว่า 2 แสนลิตร โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง 2542 แม้ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
硬币的两面:数据中心正面临着来自全球地缘政治的压力。

หลังกรมธุรกิจพลังงานตรวจสอบพบศูนย์ Data Center ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในพื้นที่พระราม 9 กรุงเทพมหานคร ตั้งใกล้กับโรงพยาบาล ซุกน้ำมันดีเซลสำรองใต้ดินกว่า 2 แสนลิตร โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง 2542 แม้ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้แจ้งความเอาผิดผู้ประกอบการ ตามกฎหมายมาตรา 65 อัตราโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาทแล้วก็ตาม แต่มีคำถามว่า ภายใต้การเหยียบคันเร่งของรัฐบาล ผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลาง รองรับการลงทุนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และ AI จากกลุ่มทุนธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับภูมิภาคนั้น ไทยมีความพร้อมเพียงใด ท่ามกลางสมรภูมิรัฐศาสตร์โลก

มีข้อมูลจากเครือข่าย justpow (Just Power For All) แพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างองค์กรต่าง ๆ ที่ทำงานด้านข้อมูล องค์ความรู้ และการสื่อสารเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย พบข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาตาเซนเตอร์ 34 โครงการย่านกทม.ทั้งชั้นในและชั้นนอก เป็นโครงการดำเนินการแล้ว 24 โครงการ ,อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 7 โครงการ และอีก 3 โครงการมีแผนจะก่อสร้าง

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยข้อมูล นิติบุคคลคงอยู่ทางทะเบียน ณ วันที่ 30 มิ.ย.2569 พบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ซึ่งครอบคลุม 3 รหัสธุรกิจ ประกอบด้วย รหัส 63111 คือ กิจกรรมการบริหารจัดการและประมวลผลข้อมูล รหัส 63112 คือ กิจกรรมการสร้างแม่ข่ายและรหัส 63120 คือ เว็บท่า (Web Portal) ซึ่งมีนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,145 ราย มีทุนจดทะเบียนรวม 174,953.38 ล้านบาท

เหรียญสองด้าน Data Center จัดแถวรับแรงกดดัน "ภูมิรัฐศาสตร์โลก"

พื้นที่ซึ่งมีการจัดตั้งธุรกิจ Data Center มากที่สุดยังคงกระจุกตัวในกรุงเทพมหานคร จำนวน 668 ราย รองลงมา คือ นนทบุรี 86 ราย เชียงใหม่ 45 ราย สมุทรปราการ 41 ราย ปทุมธานี 37 ราย ภูเก็ต 33 ราย ชลบุรี 28 ราย นครราชสีมา 15 ราย ระยอง 13 ราย และขอนแก่น 12 ราย ส่วน พื้นที่เขตห้วยขวาง ถนนพระราม 9 และโซนหัวหมาก รามคำแหง เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นจุดที่มีเส้น ทางเดินสายไฟเบอร์ออปติกเข้าออกอิสระถึง 4 เส้นทาง (4 Diverse Fiber Routes) เพื่อป้องกันอินเทอร์เน็ตล่ม และรับไฟฟ้าจากสถานีย่อยแยกกัน 2 สถานี สามารถให้บริการลูกค้าที่ต้องการความเสถียรสูง ความหน่วงต่ำ

แม้ศูนย์ Data Center จะมีความจำเป็นอย่างยิ่งในโลกธุรกิจดิจิทัล การเก็บประมวลข้อมูลองค์กร การเงิน การบัญชีของลูกค้า ผลิตภัณฑ์ หรือข้อมูลอื่น ๆ เพื่อช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัดสินใจทางธุรกิจที่สำคัญ ผ่านเครือข่ายความเร็วสูง โดยองค์กรไม่ต้องลงทุนด้านฮาร์ดแวร์ขนาดใหญ่ แต่เหรียญก็มีสองด้าน เนื่องจากไทยยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแลการลงทุนประเภทนี้ ที่สำคัญคือ หากมีผลกระทบต่อความปลอดภัย ความเสียหายและสิ่งแวดล้อม ในอนาคตใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะศูนย์ฯ ขนาดใหญ่ต้องใช้การผลิตขนาด 5-20 เมกะวัตต์

วันนี้ ( 4 ก.ย.2569) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ​รมว. มหาดไทย เรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 หลังไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ และยอมรับว่าสังคมมีความกังวลต่อสิ่งที่ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล เพราะกฎหมายยังไปไม่ถึง รัฐจึงต้องเร่งกำหนดมาตรการและลดความเหมาะสม เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

“ต้องจัดระเบียบ เศรษฐกิจแบบนี้บูมขึ้นมา บางทีคนก็เหมือนจะขายใบอนุญาต ขอใบจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ...รู้คร่าวๆขอมาเกือบ 20,000 เมกะวัตต์ เท่ากับจำนวนการใช้ไฟของประเทศเลย เป็นหลักธุรกิจแบบไทยๆขอไว้ก่อน ขอมาถ้าใช้ ก็เอามาหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ หากไม่ใช้ก็ปล่อยหมดอายุแล้วหายไป คิดว่าคณะกรรมการชุดนี้ คงต้องทำความชัดเจนและมีข้ออธิบายให้ประชาชน”

นายกฯ ระบุตอนหนึ่งว่า การใช้พลังงานจำนวนมากก็ต้องใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติมากเช่นกัน และมีการใช้ที่ดินลงทุนอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องทำให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาไทยทำเรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และการใช้ไฟมากขนาดนี้ ก็ต้องเน้นการใช้กรีนเอ็นเนอร์จีมากกว่าพลังงานฟอสซิล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Data Center คือ ความจำเป็นของตลาดทุนเทคโนโลยีที่มีการแข่งขันกันสูง และ กรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า การลงทุนเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนว่า รัฐบาลยังมองไม่รอบด้าน พร้อมตั้งคำถามสำคัญอีก 7 มิติ ที่ชี้ว่ารัฐยังตอบสังคมไม่ครบถ้วน คือ

1.ด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล ดร.เอกนิติ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี นั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดกำกับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ ควบคู่กับการเป็นประธาน BOI ที่อนุมัติการลงทุนดาตาเซ็นเตอร์เข้ามาตั้งแต่ต้น กลายเป็น ผู้กำกับและผู้อนุมัติคือคนเดียวกัน มีคำถามว่าที่ผ่านมาเหตุใด จึงมุ่งเน้นตัวเลขการลงทุน แต่ไม่ตั้งประเด็นคำถามในเรื่องประโยชน์ของการลงทุนที่คนไทยควรได้รับ

“ ที่น่ากังวลคือ ไทยมีดาตาเซ็นเตอร์เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปแล้วถึง 42 แห่ง แต่กลับยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ และไม่มีหน่วยงานกลางเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างแท้จริง ...สิ่งที่ควรรีบดำเนินการคือการสรุปข้อมูลให้ชัด ว่าไทยมีดาตาเซ็นเตอร์ประเภทใด อยู่ที่ไหนบ้าง ทั้งในส่วนที่สร้างแล้ว กำลังสร้าง และที่จริงอนุมัติการสร้าง”

2. ไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนและภาระของประชาชน ภาครัฐมักอ้างว่าไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเหลือ จึงชวนดาตาเซ็นเตอร์เข้ามาใช้ไฟ แต่ความเป็นจริง คือ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายอย่างสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลมีเป้าหมายลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่การขายไฟฟ้าเพิ่มเติมให้ดาตาเซนเตอร์จะนำไปสู่การนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มเติม

“เมื่อพลังงานสะอาดในระบบไม่พอ การต้องเร่งนำเข้า LNG มารองรับโหลดไฟฟ้า 24 ชั่วโมงของเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ ยังเสี่ยงผลักภาระค่าไฟผันแปรหรือค่า Ft ไปตกอยู่กับภาคครัวเรือนและ SMEs ทั่วประเทศ เคยเตือนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เดือนมี.ค.ว่า รัฐต้องมีข้อกำหนดเรื่องแบงก์การันตี และการคิดอัตราค่าไฟเฉพาะกลุ่มที่สะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องมาร่วมแบกรับต้นทุน”

3. การแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ดาตาเซ็นเตอร์ระดับ hyperscale ใช้น้ำหล่อเย็นสูงสุดถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวัน หรือราว 19 ล้านลิตร เทียบ เท่าปริมาณการใช้น้ำของเมืองที่มีประชากร 50,000 คน ภาพรวมทั้งประเทศ ปริมาณน้ำหล่อเย็นถูกประเมินว่าจะพุ่งขึ้นจาก 10.68 พันล้านลิตรในปี 2568 เป็น 15.62 พันล้านลิตรในปี 2573

“ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ย่านพระราม 9 ชายแดน ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และบ้านฉาง ระยอง ชุมชนเริ่มร้องเรียนเรื่องน้ำกันแล้ว เพราะดาตาเซ็นเตอร์แห่งเดียวใน EEC อาจดึงน้ำไปใช้ถึง 9,000 ถึง 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เทียบเท่าน้ำที่ประชาชน 36,900 คนใช้ทั้งปี ขณะที่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนต้องการน้ำ 100 ถึง 150 ลิตรต่อต้นต่อวัน และหากขาดน้ำเพียง 3 ถึง 5 วันสวนจะเสียหายทั้งหมด เกณฑ์ใหม่ของรัฐจึงต้องบังคับเปลี่ยนไปใช้ระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิดหรือของเหลว และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีน้ำส่วนเกินจริงก่อนจะอนุญาตให้ตอกเสาเข็ม”

4. มลพิษ ปัจจุบันดาตาเซ็นเตอร์ไม่ถูกจัดว่าเป็นโรงงานตามกฎหมาย จึงหลุดพ้นจากข้อบังคับการทำ EIA หรือรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม างแห่งเลี่ยงไปจดทะเบียนเป็นโกดังสินค้าแทน นี่คือช่ องว่างทางกฎหมายที่บอร์ดชุดใหม่ต้องรีบอุดและปรับปรุงกติกา ก่อนที่จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน จนยากจะเยียวยา

5. อธิปไตย AI หรือ AI Sovereignty เรื่องการพัฒนา AI ของประเทศ ปัจจุบันไทยมี ThaiLLM แต่รันอยู่บนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA ซึ่งมี GPU A100 เพียง 704 ตัว ถือเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่ากว่าชิปประมวลผลที่ Big Tech นำมาติดตั้งในดาต้าเซ็นเตอร์บนแผ่นดินไทย คำถามคือ เรากำลังเปิดบ้านให้เขาเข้ามาใช้ทรัพยากร แต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางปัญญาประดิษฐ์ของประเทศกลับล้าหลังกว่าเขาใช่หรือไม่

6. ประโยชน์และการเข้าถึงโดยผู้ประกอบการไทย เกณฑ์ของ BOI พูดถึงเรื่องการเปิดให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ในราคาย่อมเยา แต่ทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดโควตาที่ชัดเจน ไม่มีกรอบเวลา และไม่มีกลไกบังคับใช้ ขณะที่โครงการถึง 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 811,000 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่เกณฑ์ส่งเสริมเหล่านี้จะมีความชัดเจนด้วยซ้ำ

7. ภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเคยมีข้อสังเกตเรื่อง Moonshot AI จากจีนที่อาจใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเพื่อเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงของ Nvidia ที่ติดข้อจำกัดด้านการส่งออก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียมีมาตรการตอบสนองเรื่องการควบคุมการส่งออกชิปอย่างทันท่วงทีตั้งแต่กลางปี 2568 แต่จนถึงวันนี้ ไทยยังไม่มีมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจนในระดับเดียวกันเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

“ การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจ และดาตาเซ็นเตอร์ก็จำเป็นต้องมี แต่จะบริหารจัดการการลงทุนอย่างไร ให้คนไทยและประเทศชาติได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงผู้แบกรับความเสี่ยงและต้นทุนทรัพยากรแทนกลุ่มทุนข้ามชาติ” เป็นคำถามทิ้งท้าย

สอดคล้องกับข้อสังเกตของ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ชี้ว่า พื้นที่กรุงเทพฯควรเป็นด่านแรกที่ต้องตรวจคำขออนุญาตก่อสร้าง แต่กลับให้มีการใช้ช่องโหว่กฎหมาย ตั้ง Data Center ในกลางเมืองได้ หากมีการส่งเรื่องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมตีความตาม มาตรา 5 พ.ร.บ.โรงงานว่า อยู่ในข่ายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ ผลจะเป็นอีกเรื่องทันที

ดังนั้น กรมโรงงานจะต้องเร่งตีความว่า Data Center เป็น “โรงงาน” หรือไม่และเข้าข่ายใน 107 ประเภทโรงงานหรือไม่ หากยังไม่ชัดเจน ออกกฎกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศให้ Data Center เป็นโรงงานประเภทที่ 108 ทันที เพราะกระบวนการ ต้องใช้เวลาตามรัฐธรรมนูญถึง 60 วัน หากเป็นโรงงานแล้ว Data Center จะถูกควบคุมด้วยกฎหมายทันที ทั้งกฎหมายผังเมือง ที่ห้ามตั้งในโซนที่อยู่อาศัย ต้องมีการทำ EIA และกระทรวงอุตสาหกรรมจะสามารถเข้าไปตรวจสอบและควบคุมเรื่อง มลพิษ เสียง ความร้อน และความปลอดภัยได้อย่างเต็มที่

ต้องจับตาดู การทำงานของคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาตาเซนเตอร์ว่า จะจัดแถวผู้ประกอบการที่ลงทุนประกอบธุรกิจ ทั้งในกทม.และต่างจังหวัดอย่างไร ทั้งในเรื่องกฎหมายผังเมือง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร มาตรฐานด้านโครงสร้าง ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระบบไฟฟ้าสำรอง เชื้อเพลิง เสียง และปัญหาอื่น ๆที่เกิดขึ้นในอนาคต

ดัน Data Center เกษตรโลจิสติกส์ ITD เร่งไทยปรับเศรษฐกิจ รับกติกาโลกใหม่

ถอดรหัส Data Center ทำไมไทยต้องเป็น "สมองกลดิจิทัล" แห่งใหม่ของอาเซียน

พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้า ก.ค.โตชะลอ

ข้อมูลอ้างอิง : เครือข่าย justpow (Just Power For All) และประชาชาติธุรกิจ

เอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

ข่าวเศรษฐกิจล่าสุดวันนี้

ข่าวการเมืองวันนี้ลาสุด

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻