"เสรี" ชี้น้ำท่วมตะวันออก ฝน 300 มม. ตกสัปดาห์เดียวเท่าตกทั้งเดือน“Seri”指出,东部地区的洪水是由于一周内降雨量达到300毫米造成的,相当于一个月的降雨量。
รศ.เสรี ศุภราทิตย์ เปิดภาพวิกฤตน้ำท่วมภาคตะวันออก ฝน 7 วันสะสม 300 มม. มวลน้ำติดค้างบางคล้า ขณะที่ระบบสูบชายทะเลทำงานได้เพียง 40% ชี้ 15-19 ต.ค. ช่วงเวลาทองคำเร่งระบาย ก่อนน้ำลดชัดเจน 20-25 ต.ค. แต่ลาดกระบัง-หนองจอก ยังต้องจับตาแรงดันน้ำหลาก

วันนี้ (8 ต.ค.2569) รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติและสภาพภูมิอากาศ ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง ผ่านรายการจับตาสถานการณ์ ทางไทยพีบีเอส ว่า ปัจจัยสำคัญของวิกฤติน้ำครั้งนี้มาจากฝนที่ตกหนักและสะสมในระยะเวลาสั้น โดยตลอดช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ มีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 300 มิลลิเมตร ขณะที่ค่าเฉลี่ยฝนของเดือนตุลาคมอยู่ที่ประมาณ 350 มิลลิเมตร
เท่ากับว่าฝนที่ตกลงมาในเวลาเพียงสัปดาห์เดียวมีปริมาณเกือบเท่าฝนทั้งเดือน ส่งผลให้มีมวลน้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่ระบบแม่น้ำและคลองอย่างรวดเร็ว จนเกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง
รศ.เสรีระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของการแจ้งเตือนล่วงหน้า เพราะเมื่อฝนจำนวนมากตกลงมาในเวลาสั้น ระบบระบายน้ำตามธรรมชาติย่อมรับภาระได้จำกัด ขณะที่การปล่อยให้น้ำระบายตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจใช้เวลานาน
สถิติในเดือนตุลาคม ธรรมชาติสามารถระบายน้ำได้เฉลี่ยประมาณ 600 กว่า ลบ.ม./วินาที ดังนั้น การบริหารจัดการในช่วงวิกฤตจึงต้องใช้มาตรการเชิงรุก ทั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเพิ่มความเร็วในการระบายออกจากพื้นที่
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน รศ.เสรี ชี้ว่า เส้นทางหลักที่รองรับการระบายน้ำจากพื้นที่ภาคตะวันออกลงสู่อ่าวไทยยังพึ่งพา แม่น้ำบางปะกง เป็นสำคัญ แม้ข้อมูลจากพื้นที่ต้นน้ำใน จ.ปราจีนบุรี และ จ.นครนายก จะเริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่มวลน้ำจำนวนมากเดินทางมารวมกันบริเวณ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้เกิดลักษณะคอขวด น้ำไม่สามารถไหลผ่านต่อไปได้อย่างรวดเร็ว จึงเกิดน้ำเท้อและน้ำคั่งในพื้นที่
"เสรี" ชี้วิกฤตน้ำท่วมตะวันออก ฝน 300 มม. ตกสัปดาห์เดียวเท่าตกทั้งเดือน
ขณะเดียวกัน แนวคิดที่จะผันน้ำเข้าสู่คลองสายต่าง ๆ ที่วางตัวขนานกับชายฝั่งเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่น้ำบางปะกง เช่น คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์ ยังไม่สามารถใช้เป็นทางออกหลักได้ในเวลานี้
เนื่องจากคลองเหล่านี้มีปริมาณน้ำสะสมอยู่ในระดับสูงและมีข้อจำกัดในการรับน้ำเพิ่มเติม หากเร่งส่งน้ำเข้าไปโดยไม่มีพื้นที่รองรับเพียงพอ อาจกลายเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบระบายน้ำฝั่งกรุงเทพมหานครแทน
อีกข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่สถานีสูบน้ำบริเวณคลองชายทะเล ซึ่งแม้จะมีศักยภาพในการสูบน้ำรวมกันประมาณ 60 ล้าน ลบ.ม./วัน แต่สามารถเดินเครื่องและระบายน้ำได้จริงเพียงประมาณร้อยละ 40 หรือราว 20 กว่าล้าน ลบ.ม./วัน
สาเหตุสำคัญมาจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็น "แอ่งขนมครก" ทำให้น้ำบางส่วนไม่สามารถไหลเข้าสู่จุดสูบน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ กล่าวคือ แม้สถานีสูบน้ำจะมีกำลังสูง แต่หากมวลน้ำไม่สามารถเดินทางมาถึงจุดสูบได้ การเพิ่มกำลังเครื่องสูบก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
จากข้อจำกัดดังกล่าว รศ.เสรี ระบุว่า คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต จึงกลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญที่สุดในการเร่งระบายน้ำในสถานการณ์ปัจจุบัน แนวทางคือการระดมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งส่งมวลน้ำเข้าสู่คลองดังกล่าว จากนั้นน้ำจะไหลต่อไปยัง คลองสำโรง ก่อนเข้าสู่สถานีสูบน้ำบริเวณคลองชายทะเลและระบายออกสู่อ่าวไทย
เหตุผลที่เลือกผลักดันน้ำในระบบคลองแทนการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำบางปะกงโดยตรง เนื่องจากแม่น้ำบางปะกงมีหน้าตัดลำน้ำกว้าง การติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดจึงทำได้ยากและอาจไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ต้องการ
ขณะที่คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิตเป็นระบบคลองที่มีขอบเขตชัดเจนกว่า การจัดวางเครื่องผลักดันน้ำจึงสามารถสร้างแรงส่งต่อมวลน้ำได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ล่าสุดมีการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีและมีข้อสั่งการให้เร่งระดมเครื่องผลักดันน้ำเข้าประจำจุดเพื่อสนับสนุนการระบายน้ำแล้ว
ในด้านช่วงเวลาที่ต้องจับตา รศ.เสรี ประเมินว่า วันที่ 9–11 ต.ค. ระบบยังมีโอกาสระบายน้ำได้พอสมควร ก่อนที่สถานการณ์จะกลับมาตึงตัวขึ้นในช่วง 12–14 ต.ค. จากอิทธิพลของน้ำทะเลหนุน ซึ่งจะทำให้การระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยทำได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่มีความสำคัญอย่างมากคือ 15–19 ต.ค. เรียกว่า "Golden Week" เนื่องจากระดับน้ำทะเลจะลดลงอย่างมาก เป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการเร่งติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำ รวมถึงเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อดึงมวลน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ระดับน้ำทะเลจะกลับมาหนุนสูงขึ้นในช่วงต่อไป
รศ.เสรี ยังยืนยันว่า ยอดน้ำสูงสุดหรือจุดพีคของมวลน้ำ ได้ผ่านพื้นที่ตัวเมืองแปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา ไปแล้ว และไม่คาดว่าจะมีระดับน้ำที่สูงกว่าระลอกดังกล่าวเข้ามาอีก หากการระบายน้ำตามธรรมชาติเดินหน้าไปพร้อมกับมาตรการผลักดันน้ำผ่านคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต คาดว่าช่วง 20–25 ต.ค. จะเริ่มเห็นระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็วและชัดเจนมากขึ้น
ส่วนกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝนในช่วง 9–12 ต.ค. รศ.เสรี ประเมินว่า ประชาชนในภาคตะวันออกยังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก เพราะไม่มีสัญญาณทางอุตุนิยมวิทยาที่บ่งชี้ว่าจะเกิดฝนตกหนักแช่พื้นที่และสะสมซ้ำในลักษณะเดียวกับระลอกที่ผ่านมา
ฝนที่เกิดขึ้นอาจเป็นฝนตามรอบการเปลี่ยนผ่านฤดูกาล ตกเป็นช่วง ๆ ประมาณ 1–3 ชั่วโมงแล้วหยุด แม้จะเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่บ้าง แต่ไม่น่าจะมีความรุนแรงเท่าฝนระลอกก่อน ขณะที่แนวร่องมรสุมกำลังจะเคลื่อนลงไปทางภาคใต้ ซึ่งทำให้พื้นที่ภาคใต้เป็นจุดที่ต้องติดตามต่อไป
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะเขตลาดกระบังและเขตหนองจอก เพราะความเสี่ยงไม่ได้มาจากฝนที่ตกเพิ่มเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นแรงดันของมวลน้ำจำนวนมากจากฝั่งตะวันออกที่กำลังไหลลงมา โดยมีทั้งน้ำจาก จ.ปราจีนบุรี รวมถึงน้ำจาก คลองหนุมาน แควระบม อ่างเก็บน้ำระบม และคลองสียัด ที่มุ่งหน้าเข้าสู่ระบบแม่น้ำบางปะกง
มวลน้ำดังกล่าวอาจสร้างแรงปะทะต่อแนวคันกั้นน้ำในพื้นที่ลาดกระบังและหนองจอก จึงยังต้องติดตามระดับน้ำและสภาพแนวป้องกันอย่างใกล้ชิด แม้ภาพรวมของยอดน้ำในพื้นที่แปดริ้วจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วก็ตาม
อดีตผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี เปิดใจ ปมย้าย "นอภ.บ้านสร้าง" ออกนอกพื้นที่
สบส.สั่งปิด "เนอร์สซิ่งโฮม" ท่าม่วง ส่งผู้ป่วยจิตเวช-สูงอายุ ให้ รพ.-พม.
ปภ.เตือน 53 จังหวัด-กทม.รับมือฝนหนัก 9-13 ต.ค.เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่า
คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต
今天(2026年10月8日),灾害与气候变化专家、副教授塞里·苏帕拉提特(Seree Suparatit)在泰国公共电视台(Thai PBS)的“监测形势”节目中评估了泰国东部和中部地区的洪灾情况。他指出,造成此次洪灾的主要原因是短时间内持续强降雨。过去一周左右,累计降雨量已达300毫米,而10月份的平均降雨量约为350毫米。
这意味着短短一周内的降雨量几乎相当于一个月的降雨量,导致大量水迅速流入河流和运河系统,造成大范围洪水。
塞里副教授指出,此次事件凸显了提前预警的重要性,因为短时间内大量降雨时,自然排水系统的处理能力有限。而仅仅依靠自然排水可能需要很长时间。
10月份的统计数据显示,该地区的自然排水能力约为每秒600立方米。因此,危机管理需要采取积极主动的措施,包括使用水泵和水力推进系统,以提高该地区的排水速度。
关于当前情况,Seree副教授指出,东部地区向泰国湾排水的主要通道仍然严重依赖邦巴功河。尽管来自巴真府和那空那育府上游地区的数据显示水量呈下降趋势,但主要问题在于大量水流汇聚于北柳府邦克拉县。这造成了水流瓶颈,阻碍了水流的快速流动,导致该地区发生洪水和积水。
“Seri”指出,东部地区的洪灾是由于一周内降雨量达到300毫米造成的,相当于一个月的降雨量。
与此同时,将水引入与海岸线平行的运河以减轻邦巴功河压力的方案,如兰实巴育萨运河、盛塞运河和巴威武里南运河,目前还不能作为主要解决方案。
由于这些运河已经积水严重,而且接收额外水量有限,如果在容量不足的情况下急于向其中放水,反而会加重曼谷排水系统的负担。
另一个重大限制因素在于沿海运河沿线的抽水站。尽管这些抽水站的总抽水能力约为每天6000万立方米,但实际运行和排放能力仅为总能力的40%左右,即每天约2000万立方米。
主要原因在于该地区的地理特征,其地势呈“盆地”状,阻碍了部分水流有效到达抽水站。换句话说,即使配备了大容量抽水站,如果水体无法到达抽水点,增加抽水能力也无法彻底解决问题。
鉴于上述限制,Seree副教授指出,在当前形势下,帕翁昭猜亚努吉运河已成为加快排水的最关键战略路线。该方案包括调集和安装推水和抽水设备,迅速将大量水引入运河。水流随后将流经萨姆隆运河,进入近岸的抽水站,最终排入泰国湾。
选择通过运河系统输水而不是直接在邦巴功河中安装水泵的原因是,邦巴功河横截面宽阔,安装水泵覆盖整个区域既困难又可能失败。
尽管帕翁昭猜亚努奇水系边界更为明确,但水泵的合理布置可以更有效地推动水流。近期,相关部门与总理进行了磋商,并指示加快部署水泵以支持排水工作。
关于观察时间,Seree 副教授估计,在 10 月 9 日至 11 日期间,该系统仍有相当大的机会排水,但在 10 月 12 日至 14 日期间,由于高潮的影响,情况会变得更加拥堵,这将使排水到泰国湾变得更加困难。
然而,10月15日至19日,即所谓的“黄金周”,是一个至关重要的时期,因为届时海平面将显著下降。这是加快安装和运行水泵及水力推进系统的最佳时机,以便在海平面于下一时期再次上升之前,尽可能多地将该区域的水排出。
塞里副教授也证实,洪水高峰已过北柳府佩里奥市,他预计不会再有更高的水位到来。如果自然排水系统正常运作,同时采取措施引导水流通过帕翁昭猜亚努吉运河,他预计水位将在10月20日至25日之间开始迅速明显下降。
针对气象部门发布的 10 月 9 日至 12 日降雨预警,副教授 Seree 评估认为,东部地区的人们暂时无需恐慌,因为目前没有气象迹象表明会出现类似上一波的强降雨、持续降雨和反复降雨。
目前的降雨可能呈周期性,间歇性降雨,每次持续约1-3小时后停止。虽然降雨可能会略微抬高该地区的水位,但不太可能像之前的降雨那样强烈。随着季风槽南移,南部地区成为需要重点监测的区域。
然而,曼谷东部地区,特别是拉卡邦和农卓区,仍然需要特别监测,因为风险不仅仅来自降雨量的增加。
然而,来自东部的大量水流,包括来自巴真府的水,以及来自哈努曼水库、拉邦水库、拉邦水库和西亚德水库的水,正向邦巴功河水系涌去,给水系带来了压力。
尽管北柳府地区的洪水高峰期已经过去,但如此大量的水流仍可能对拉卡邦和农卓地区的防洪堤造成压力,因此仍需密切监测水位和防御设施的状况。
前巴真府府尹就“班桑县长”调离该地区一事发表讲话。
卫生服务支持部 (DHSS) 已下令关闭塔芒的一家疗养院,并将精神病患者和老年患者转移到医院和社会发展与人类安全部。
泰国防灾减灾厅 (DDPM) 警告 53 个府和曼谷做好应对 10 月 9 日至 13 日强降雨的准备,届时可能出现山洪和泥石流。
Khlong Phra Ong Chao Chaiyanuchit