น้ำท่วมเสียหาย 3 หมื่นล้าน ฉุด GDP ร่วง 0.1-0.2% เกษตรกระทบหนักสุด洪水造成的损失估计达300亿泰铢,导致国内生产总值下降0.1%至0.2%。农业受灾最为严重。
ม.หอการค้าไทย เผย น้ำท่วมเศรษฐกิจเสียหาย 22,000 – 30,000 ล้านบาท กระทบ GDP ราว 0.1% – 0.2% ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวในภาคกลาง ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลงครั้งแรกรอบ 4 เดือน

วันนี้ ( 8 ต.ค.2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมอยู่ที่ประมาณ 22,000 – 30,000 ล้านบาท ซึ่งกระทบต่อ GDP ราว 0.1% – 0.2% โดยความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวในภาคกลาง แต่ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังมีเม็ดเงินจากโครงการ "ไทยช่วยไทย Plus" รวมถึงงบเยียวยาอุทกภัยและเงินชดเชยจากประกันภัยที่จะถูกอัดฉีดเข้ามาช่วยพยุงและชดเชยผลกระทบดังกล่าว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ
หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายได้ภายในเดือนต.ค. และไม่มีปัจจัยลบซ้ำเติม บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวจะค่อยๆ ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ตั้งแต่ช่วง กลางเดือนพ.ย. 2569 เป็นต้นไป
นอกจานี้ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนกันยายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,241 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 52.1 ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ทั้งนี้ จากการประมวลผลสำรวจพบปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลให้ต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ได้แก่ lถานการณ์อุทกภัย น้ำท่วมส่งผลกระทบอย่างหนักทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ กระทบต่อทรัพย์สิน ผลผลิตเกษตร ตลอดจนการค้าและการท่องเที่ยว
น้ำท่วมเสียหาย 3 หมื่นล้าน ฉุด GDP ร่วง 0.1-0.2% เกษตรกระทบหนักสุด
ราคาพลังงานและค่าครองชีพสูง ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ขยับเกินระดับ 40 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนกันยายน ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและราคาสินค้าปรับตัวขึ้น กำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและมีลักษณะ K-Shape รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนสูง รวมทั้งดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) ลดลงประมาณ 36 จุด และเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยมาอยู่ที่ 33.22 บาท/ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยประคองกำลังซื้อไว้ ได้แก่ การต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทย Plus เพิ่มเติมอีก 2 เดือน (วงเงินเฉลี่ยเดือนละ 500 บาท รวม 1,000 บาท), การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ 7% ต่ออีก 1 ปี และตัวเลขการส่งออกเดือนสิงหาคมที่ยังขยายตัวได้ดีถึง 24.3% และราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.1 ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 61.2 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 34.8 ขณะที่ดัชนีในอนาคตปรับลงมาอยู่ที่ 60.7
นอกจากนี้ ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายสินค้าหมวดต่างๆ ปรับตัวลดลงทั้งหมดเช่นกัน โดยดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ อยู่ที่ 55.4 ดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว อยู่ที่ 75.8 และดัชนีการลงทุนทำธุรกิจ อยู่ที่ 26.6 ด้านดัชนีภาวะค่าครองชีพในปัจจุบันร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 18.3 สะท้อนถึงความกังวลอย่างหนักต่อภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค
การลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนก.ย.ถือเป็น เหตุการณ์ชั่วคราวที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า 2 ประการหลัก คือ ปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ และราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งแตะระดับจิตวิทยาเกิน 40 บาท/ลิตร
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนระยะยาวจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการท่องเที่ยว, บรรยากาศเทศกาลกินเจ, ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) ที่คาดว่าสะสม 3 ปี (2567-2569) จะเกิน 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งผลจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank และ IMF ที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์การลงทุนและการท่องเที่ยวของไทยในเวทีโลก
อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไว้ที่ 2.2% – 2.5% เนื่องจากมองว่าภาคธุรกิจและผู้บริโภคยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะสัญญาณการจ้างงานที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น
กกพ.เร่งแก้สัญญาซื้อไฟเอกชน จ่อกำหนดราคาใหม่ ลดภาระผู้ใช้ไฟ
พลังงาน ย้ำยังไม่มีแผนกู้เงิน อุ้ม “กองทุนน้ำมันฯ” หวั่นเพิ่มภาระประชาชน
ชู 4 วาระ ดันเศรษฐกิจโลกยั่งยืน ไทยเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค
2026年10月8日,泰国商会大学校长兼经济与商业预测中心顾问委员会主席塔纳瓦·波尔维猜先生估计,此次洪灾造成的经济损失约为220亿至300亿泰铢,对泰国国内生产总值(GDP)的影响约为0.1%至0.2%。大部分损失发生在农业领域,特别是中部地区的稻米种植区。然而,泰国经济仍有“泰援泰加强版”项目的资金,以及洪水救济预算和保险赔偿金,这些资金将注入灾区,以帮助减轻和抵消洪灾的影响。
泰国大学商会主席兼经济与商业预测中心顾问委员会主席 Thanawat Pholvichai 先生。
如果洪水情况在 10 月份有所缓解,并且没有其他不利因素,预计从 2026 年 11 月中旬开始,消费支出和旅游业将逐步恢复正常。
此外,基于全国2241名受访者的2026年9月消费者信心指数调查显示,整体消费者信心指数下降至52.1,这是四个月以来的首次下降。调查指出,影响消费者信心的主要负面因素包括严重洪灾,这场洪灾重创了曼谷及其周边地区、中部、东部和北部地区,对房地产、农业生产、贸易和旅游业造成了冲击。
洪水造成的损失估计达300亿泰铢,导致国内生产总值下降0.1%至0.2%。农业受灾最为严重。
能源价格高企和生活成本上涨,尤其是9月底柴油价格超过每升40泰铢,推高了运输成本和商品价格。消费者购买力和整体经济前景似乎增长缓慢,呈现K型复苏,收入增长未能跟上生活成本上涨的步伐,家庭债务居高不下。此外,泰国证券交易所(SET)指数下跌约36点,泰铢兑美元汇率小幅走弱至33.22泰铢兑1美元。
然而,一些积极因素有助于维持购买力,包括“泰援泰加强版”项目延长两个月(平均每月500泰铢,总计1000泰铢)、增值税税率维持在7%一年,以及8月份出口强劲增长24.3%。此外,大米、橡胶和棕榈油等主要农产品的价格较上年同期有所上涨。
整体经济信心指数已降至45.1。就业机会指数已降至50.1,未来收入指数已降至61.2。当前消费者信心指数已降至34.8,而未来消费者信心指数已降至60.7。
此外,各类消费支出合理性指数也全面下降。购买新车指数为55.4,旅游支出指数为75.8,商业投资指数为26.6。与此同时,生活成本指数暴跌至18.3,反映出消费者对支出负担的严重担忧。
9 月份消费者信心指数的下降被认为是暂时的,是由两个主要的直接因素造成的:大范围洪水和柴油价格每升超过 40 泰铢的重大心理冲击。
此外,长期支撑因素包括即将到来的旅游旺季、素食节的氛围,以及预计未来三年(2024-2026年)累计外国直接投资(FDI)将超过1万亿泰铢。另外,举办世界银行和国际货币基金组织会议也将提升泰国在全球舞台上的投资和旅游形象。
然而,泰国商会大学仍然预测泰国2026年的GDP增长率为2.2%至2.5%,因为它认为企业和消费者对未来六个月的前景依然保持乐观,尤其是由于对就业改善的预期。
能源监管委员会 (ERC) 正在加快与私营公司签署购电协议的修订,准备制定新的价格以减轻电力用户的负担。
能源部重申,没有计划借钱来救助“石油基金”,因为担心这样做会加重公众的负担。
泰国作为2026年国际货币基金组织-世界银行年会主办国,重点提出了促进全球经济可持续发展的四大议程。
泰国大学商会
消费者信心指数