เมื่อคำว่า "ถูกที่สุด" ไม่ใช่คำตอบ อ่านโจทย์เศรษฐกิจไทยจากเวที THAIRATH FORUM 2026当“最便宜”并非答案时:从 2026 年泰拉特论坛解读泰国面临的经济挑战。
ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจทั่วโลกถูกฝึกให้ตอบคำถามเดียว คือทำอย่างไรจึงจะผลิตสินค้าด้วยต้นทุนต่ำที่สุด คำตอบนำไปสู่การย้ายฐานผลิตไปยังแหล่งที่ถูกที่สุด การเก็บสต๊อกให้น้อยที่สุด

ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจทั่วโลกถูกฝึกให้ตอบคำถามเดียว คือทำอย่างไรจึงจะผลิตสินค้าด้วยต้นทุนต่ำที่สุด คำตอบนำไปสู่การย้ายฐานผลิตไปยังแหล่งที่ถูกที่สุด การถือสต๊อกให้น้อยที่สุด และการพึ่งซัพพลายเออร์รายเดียวที่เสนอราคาดีที่สุด
แต่จากเวที THAIRATH FORUM 2026: THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER ได้ชี้ว่าคำถามนั้นกำลังถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ผู้นำองค์กรทั่วโลกกำลังเคลื่อนจาก Efficiency First ไปสู่ Security First และเปลี่ยนคำถามจาก "จะผลิตให้ถูกที่สุดได้อย่างไร" มาเป็น "จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหาของนั้นไม่ได้" ในทางปฏิบัติคือการเลิกบริหารคลังสินค้าแบบ Just in Time แล้วหันมาสำรองของจำเป็นแบบ Just in Case ทั้งพลังงาน ปุ๋ย อาหาร ยา และเทคโนโลยี
ประโยคที่ ดร.สุรเกียรติ์ ใช้สรุปสมการใหม่นี้เข้าใจได้ง่ายที่สุดในตอนนี้คือ น้ำมันแพงยังดีกว่าไม่มีน้ำมัน และปุ๋ยแพงยังดีกว่าไม่มีปุ๋ย เพราะในโลกที่ไม่แน่นอน ต้นทุนของการขาดแคลนสูงกว่าต้นทุนของสินค้าราคาแพง
ภาษีที่ขึ้นแล้วไม่มีลง
ต้นทุนก้อนแรกที่ชัดเจนที่สุดคือกำแพงภาษี ดร.สุรเกียรติ์ ซึ่งทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาษีศุลกากร ให้ตัวเลขว่าโลกใช้เวลาราว 50 ปีในการเจรจาลดภาษีศุลกากรลงมาเหลือเฉลี่ย 3.6-3.8 เปอร์เซ็นต์ แต่มาตรการ Reciprocal Tariff ผลักตัวเลขนั้นขึ้นไปอยู่ระดับ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาไม่กี่ปี
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี
คำถามที่ผู้คนสงสัยกันว่า เมื่อผู้นำอย่างทรัมป์ไม่อยู่แล้วภาษีจะกลับมาลดลงหรือไม่ คำตอบของดร.สุรเกียรติ์ก็คือ “ไม่” และเหตุผลไม่ได้อยู่ที่การเมือง แต่อยู่ที่โครงสร้างผลประโยชน์ เพราะเมื่อภาษีขึ้นสูง ผู้ประกอบการจำนวนมากตัดสินใจย้ายเงินเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อข้ามกำแพงนั้น เม็ดเงินระดับหมื่นล้านที่ลงไปแล้วย่อมไม่ยอมให้ใครลดภาษีกลับลงมา เพราะการลดภาษีเท่ากับเปิดให้คู่แข่งจากภายนอกกลับเข้ามาแข่งอีกครั้ง กลุ่มทุนที่ลงทุนไปแล้วจึงกลายเป็นแรงล็อบบี้ที่รักษาระดับภาษีไว้เอง
ผลลัพธ์คือต้นทุนการค้าโลกที่สูงขึ้นอย่างถาวร ไม่ใช่ชั่วคราว และเป็นต้นทุนที่ธุรกิจไทยต้องคำนวณเข้าไปในแผนระยะยาว ไม่ใช่รอให้ผ่านไป
ในฝั่งการเงิน ดร.สุรเกียรติ์ ชี้ว่า กระบวนการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์กำลังเกิดขึ้นจริง คู่ค้าหลายประเทศเริ่มค้าขายด้วยสกุลเงินของตัวเอง ทั้งอินเดียกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือในกรณีของจีนกับซาอุดีอาระเบียที่ซื้อขายพลังงานด้วยเงินหยวน ขณะเดียวกันทองคำก็เปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์ที่เก็บเพื่อรอให้เพิ่มมูลค่ากลายเป็นสินค้าเพื่อการเทรด ตามด้วยเงินและแพลทินัม จนเกิดคำถามว่าจะมีสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ขึ้นมาทำหน้าที่แทนดอลลาร์หรือไม่
ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณว่ากติกาการชำระเงินระหว่างประเทศเองก็ไม่ได้นิ่งเหมือนเดิมอีกแล้ว
หลักฐานจากงบดุลของเอกชนไทย
อาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)
อาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ได้เดินทางมาประเทศไทยในปี 1988 พร้อมเงินทุน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาลกได้ผ่านวิกฤตหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้งปี 1997 และวิกฤตการเงินโลกปี 2008 จากโรงงานแห่งเดียวที่ลพบุรี วันนี้ขยายเป็นกว่า 100 โรงงานทั่วโลก บทเรียนจากปี 1997 ที่เขาสรุปคือการไม่วางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว นำไปสู่การลงทุนนอกประเทศครั้งแรกในสหรัฐฯ เมื่อปี 2002 และการไล่เชื่อมห่วงโซ่มูลค่าทั้งต้นน้ำและปลายน้ำเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสเกล
สิ่งที่น่าสนใจจากวิกฤตก็คือ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซรอบนี้ไม่ใช่วิกฤตสำหรับบริษัท ทั้งที่ไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% แต่ไม่มีโรงงานแห่งใดต้องหยุด และเท่าที่ อาลกทราบไม่มีบริษัทเคมีในไทยรายใดต้องหยุดผลิต ซึ่งวิกฤตจริงของเขาเกิดไปแล้วตั้งแต่ปี 2022 ในตอนที่เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน กอปรกับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่ชะลอการลงทุนโรงกลั่นจนวัตถุดิบตึงตัว
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
ทางด้าน ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ฉายภาพเดียวกันจากอีกอุตสาหกรรมหนึ่งว่า บริษัทมีโรงงานและฟาร์มกระจายอยู่ราว 17 ประเทศ และส่งออกจากฐานหลักในไทยไป 40-50 ประเทศทั่วโลก โดยยึดกลยุทธ์ผลิตที่ไหนขายที่นั่น เพราะการเทรดส่งออกอย่างเดียวไม่ยั่งยืนพอในธุรกิจอาหาร
ประเด็นทางเศรษฐกิจที่สำคัญของ ประสิทธิ์ อยู่ที่ความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร ซึ่งกำลังกลายเป็นวาระใหญ่ของหลายประเทศ โดยยกซาอุดีอาระเบียเป็นกรณีศึกษา จากประเทศที่เคยต้องพึ่งพาการนำเข้ามหาศาล วันนี้บางกลุ่มสินค้าสามารถผลิตเองได้แล้ว ถึงขั้นเริ่มมีการส่งออก ซึ่งอ่านได้ว่าประเทศที่เคยเป็นลูกค้า วันหนึ่งอาจกลายเป็นคู่แข่งได้ในเวลาไม่กี่ปี และเป็นโจทย์ที่ตรงกับไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก
ต้นทุนที่ไม่ได้กระจายเท่ากัน
อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) มองจากมุมของสถาบันการเงินว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าไทยในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีคลื่นลงทุนเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั้ง AI และเดตา เซ็นเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งผูกกับความต้องการพลังงานโดยตรง แต่อาทิตย์ย้ำว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเป็นรูปตัว K และปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ส่วนล่างของตัว K ที่ยังอ่อนแอและเปราะบาง
อาทิตย์ อธิบายสถานะของธนาคารไว้ตรงไปตรงมาว่า จากภายนอกดูเหมือนไม่ยากเพราะอยู่ในธุรกิจที่ได้รับการคุ้มครอง แต่ก็ยากในเวลาเดียวกัน เพราะธนาคารควบคุมชีวิตตัวเองได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าลูกค้าเหนื่อย ธนาคารก็เหนื่อยด้วย และเวลานี้พอร์ตลูกค้าเป็นส่วนผสมระหว่างกลุ่มที่ยังโอเคกับกลุ่มที่เหนื่อยอยู่
ภาพนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ ดร.สุรเกียรติ์ คาดการณ์ไว้ในปาฐกถาช่วงต้นของเวที Thairath Forum 2026 ว่าโลกข้างหน้าคือโลกที่ราคาสินค้าสูงขึ้น รายได้หลายองค์กรลดลง ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดเล็กเดือดร้อนจากต้นทุนที่สูงขึ้น อำนาจซื้อลดลง อำนาจต่อรองกับผู้ซื้อลดลง และการเข้าถึงแหล่งทุนยากขึ้น
พูดในภาษาเศรษฐศาสตร์คือ Security First เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้เงินทุนและสเกล ธุรกิจที่มีทั้งสองอย่างสามารถกระจายฐานผลิตไปสิบกว่าประเทศเพื่อลดความเสี่ยง แต่ธุรกิจที่ไม่มีทั้งสองอย่างทำได้เพียงรับต้นทุนที่สูงขึ้นเต็มๆ ช่องว่างระหว่างขาบนกับขาล่างของตัว K จึงมีแนวโน้มถ่างออกจากวิกฤตรอบนี้ ไม่ใช่แคบลง
อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)
ตัวเลขที่ ประสิทธิ์ ให้ไว้อธิบายความเชื่อมโยงนี้ได้ดี โดย CPF มีคู่ค้าในไทยกว่า 5,000 บริษัท ในจำนวนนี้เป็น SME ราว 3,600 ราย และประสิทธิ์ ระบุตรงไปตรงมาว่าถ้าคู่ค้าเหล่านี้อยู่ไม่ได้ บริษัทก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีทางที่บริษัทเดียวจะไปทำงานแทนคู่ค้า 3,600 รายได้ นี่คือเหตุผลที่บริษัทเข้าไปช่วยคู่ค้าตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ด้วยการเร่งรอบจ่ายเงิน มาจนถึงการส่งวิศวกรเข้าไปช่วยพัฒนาประสิทธิภาพให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุด อยู่ระหว่างเอกชนกับประเทศ
ประเด็นที่แหลมที่สุดของเวที Thairath Forum 2026 ไม่ได้อยู่ที่ปัญหาภายนอก แต่อยู่ที่คำถามซึ่ง อาทิตย์ ได้ชวนให้คิดว่า เมื่อมองย้อนกลับไป 10 กว่าปีที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด เรายังพึ่งพาโครงสร้างเดิมอยู่หรือไม่ และเรายังมีตัวเลือกน้อยเกินไปหรือเปล่า
ทั้งสามคนบนเวทีล้วนเป็นตัวแทนขององค์กรที่ปรับโครงสร้างตัวเองมาแล้วหลายรอบ IVL เปลี่ยนจากโรงงานเดียวเป็นเครือข่ายทั่วโลก CPF กระจายฐานผลิตไปสิบกว่าประเทศ ส่วน SCBX ปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจการเงินใหม่ทั้งกลุ่ม แต่ในระดับประเทศ ดร.สุรเกียรติ์ ตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวง ทบวง กรม ยังแทบไม่ถูกแตะเลย ขณะที่บริษัทเอกชนทำเรื่องนี้ไปเยอะแล้ว
ประสิทธิ์ ชี้ไปที่ต้นตอเดียวกันแต่ชวนคุยในอีกมุมมองหนึ่งว่า ปัญหาหลายเรื่องไม่ได้รับการแก้เป็นเวลานาน เพราะการบริหารจัดการภาครัฐมีมุมมองระยะสั้นเกินไป ผู้นำในรัฐบาลอยู่ในตำแหน่งคนละ 1-3 ปีเท่านั้น ซึ่งสั้นเกินกว่าจะเข้าใจธุรกิจและเดินตามแผนให้จบ ต่างจากภาคเอกชนที่วางตัวผู้นำให้อยู่ยาวพอจะรันงานได้
ขณะที่ อาทิตย์ ระบุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีความคิดหรือไม่มีแผน แต่อยู่ที่กติกาที่ไม่ชัดว่าอยู่ตรงไหน จนสังคมเห็นต่างกันได้แต่เรื่องเดินต่อไม่ได้
โจทย์ที่ไทยยังไม่ได้ตอบ
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
ในระเบียบเศรษฐกิจใหม่ ดร.สุรเกียรติ์ เสนอว่าไทยต้องเลิกขายตัวเองด้วยการเป็นแหล่งผลิตที่ราคาต่ำที่สุด แล้วเปลี่ยนมาเป็นประเทศที่ผลิตด้วยต้นทุนที่ยอมรับได้ หรือ Acceptable Cost โดยมีความน่าเชื่อถือและความสามารถในการเชื่อมโยงกับทุกขั้วเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ เพราะไทยเข้ากับทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น รัสเซีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติที่หลายประเทศมี แต่การจะขายราคานั้นได้ ต้องมีของให้สมราคา สมเหตุสมผล และจุดที่ ดร.สุรเกียรติ์ ระบุว่าเป็นข้อจำกัดใหญ่ที่สุดคือเรื่องคน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติชอบเมืองไทยแทบทุกอย่าง แต่เมื่อสนิทกันแล้วจะมีคำว่า "แต่" ตามมาเสมอ และคำถามที่เขาถามกลับคือเราผลิตคนไม่ตรงกับตลาดแรงงานใช่หรือไม่ คำตอบที่ได้คือใช่
ข้อเสนอของเขาคือให้มองการศึกษาเป็นนโยบายอุตสาหกรรมและนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่นโยบายสังคม เพราะถ้ามองเป็นนโยบายสังคม งบการศึกษาจะเป็นก้อนแรกที่ถูกตัดเสมอ วิธีคิดที่ถูกต้องคือตั้งต้นจากคำถามว่าประเทศต้องการคนแบบไหน แล้วจึงย้อนกลับมาดูว่าต้องใช้งบเท่าไร
ในฝั่งโอกาส เขาชี้ว่าโลกใหม่เปิดทางเลือกให้ไทยมากขึ้น ทั้งเศรษฐกิจอายุยืน ซึ่งต้องแยกคำว่า "Health กับ care" ออกจากกันโดยบอกว่าเรื่องสุขภาพมีคนแข่งกับเราเยอะ แต่เรื่องการดูแลคนไทยเป็นที่หนึ่ง และนั่นคือฐานที่ดึงคนจากจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และยุโรปเข้ามาได้
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดที่ต้องการกลไกทางการเงินมารองรับ การผลิตไฮเทค และการท่องเที่ยวที่ต้องคิดใหม่ โดยให้น้ำหนักกับความปลอดภัยจากอาชญากรรม ภัยพิบัติ และมิจฉาชีพออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวยุคนี้ดูก่อนตัดสินใจ
ฝั่งเอกชนเสนอกลไกที่จับต้องได้เพิ่มเติม อาทิตย์ ระบุว่าโอกาสจากคลื่นลงทุนเทคโนโลยีรอบนี้จะเป็นของไทยจริงก็ต่อเมื่อเกิด localization การสร้าง local content และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ได้เม็ดเงินลงทุนเข้ามา
ขณะที่ อาลก เสนอให้ใช้ประโยชน์จากตลาดทุนไทยซึ่งใหญ่เป็นรองเพียงสิงคโปร์ในอาเซียน แล้วเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้ทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกระแทก เช่นเดียวกับที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเคยช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยหลังปี 1997 มาก่อน
THAIRATH FORUM 2026: THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER ชวนจับตาทิศทางประเทศไทย ในหัวข้อ“พลิกโฉมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย”
ในท้ายที่สุด เมื่อสมรภูมิการค้าโลกก้าวพ้นยุคที่แข่งขันกันด้วยป้ายราคา "ถูกที่สุด" ไปแล้ว ประเทศไทยจึงไม่อาจย่ำอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป การสร้าง "ต้นทุนที่ยอมรับได้" หรือ Acceptable Cost ให้เกิดขึ้นจริง ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่ต่อเนื่องของภาครัฐในการรื้อกติกาและยกระดับทรัพยากรคน ไปพร้อมกับความยืดหยุ่นของภาคเอกชนที่พร้อมจะดึงธุรกิจฐานรากให้เติบโตไปด้วยกัน เพราะในระเบียบโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน "ความน่าเชื่อถือและความมั่นคง" คือสกุลเงินใหม่ที่มีมูลค่าสูงสุด และนั่นคือคำตอบเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่โลกขาดไม่ได้
过去三十年来,世界各地的企业都被训练去回答一个问题:如何以尽可能低的成本生产商品?答案导致了将生产转移到成本最低的地区、最大限度地减少库存以及依赖提供最优价格的单一供应商。
然而,2026 年泰叻论坛:新全球秩序中的泰国表明,这个问题正在发生重大变化。
素拉杰·沙提拉泰 (Surakiart Sathirathai) 名誉教授、朱拉隆功大学理事会主席、前副总理。
朱拉隆功大学理事会主席、前副总理苏拉基亚特·萨提拉泰教授指出,全球领导人正在从“效率至上”转向“安全至上”,问题也从“如何以尽可能低的成本生产?”转变为“如果我们找不到那件物品该怎么办?”。在实践中,这意味着放弃准时制(JIT)库存管理模式,转而对能源、化肥、食品、药品和技术等必需品采取以防万一的备货策略。
苏拉基亚特博士用最简单的一句话概括了这一新等式:昂贵的石油总比没有石油好,昂贵的化肥总比没有化肥好。因为在一个充满不确定性的世界里,稀缺的代价高于昂贵商品的代价。
已经提高的税收永远不会降低。
最显而易见的初始成本是关税。苏拉基亚特博士的博士论文研究的是关税问题,他估计世界各国花了大约50年时间才将关税平均降低到3.6%至3.8%。然而,相互征收的关税在短短几年内就将这一数字推高至10%至15%。
素拉杰·沙田泰博士,前副总理
人们都在猜测,特朗普卸任后,税收是否会再次降低。苏拉基亚特博士的答案是“不会”,原因并非政治,而是既得利益集团的结构。当税收很高时,许多企业会选择将投资转移到美国以绕过这一障碍。已经投入的数百亿美元不允许任何人再次降低税收,因为降低税收会向外部竞争者开放市场。因此,已经投资的资本集团成为了维持现有税收水平的游说力量。
其结果是全球贸易成本永久性上升,而不是暂时性的,泰国企业必须将此成本纳入其长期计划,而不是等待其自行消失。
在金融领域,苏拉基亚特博士指出,减少对美元依赖的进程确实正在发生。许多贸易伙伴开始使用本国货币进行交易,例如印度和阿联酋,或者像中国和沙特阿拉伯那样,用人民币进行能源交易。与此同时,黄金的地位正在从一种用于增值的资产转变为一种用于交易的商品,白银和铂金也紧随其后。这就引出了一个问题:稳定币是否会出现并取代美元?
所有这些都表明,国际支付规则不再是一成不变的。
来自泰国私营公司资产负债表的证据。
Indorama Ventures Public Company Limited 首席执行官 Alok Lohia。
Indorama Ventures Public Company Limited 的首席执行官 Alok Lohia 于 1988 年带着 1000 万美元的启动资金来到泰国。他经历了数次危机,包括 1997 年的亚洲金融危机(冬阴功危机)和 2008 年的全球金融危机。公司从华富里府的一家工厂起步,如今已发展成为在全球拥有 100 多家工厂的企业。1997 年的危机让他吸取了教训:不要把所有鸡蛋放在一个篮子里。这促使他在 2002 年首次进行海外投资,投资对象是美国。同时,他也致力于连接上下游价值链,以实现规模化发展。
这场危机有趣的地方在于,霍尔木兹海峡危机对企业而言并非危机。尽管泰国90%以上的原油依赖进口,但没有一家工厂被迫停产。据阿洛克所知,也没有一家泰国化工企业因此停产。他们真正的危机发生在2022年俄乌战争期间,加上电动汽车的兴起,导致大型石油公司放缓了炼油厂的投资,最终造成原材料供应紧张。
Prasit Boonduangprasert,正大食品股份有限公司执行委员会主席。
正大食品股份有限公司首席执行官普拉西特·汶杜昂普拉瑟特(Prasit Boonduangprasert)从另一个行业的角度描绘了类似的景象。他表示,该公司在约17个国家拥有工厂和农场,并从其位于泰国的总部向全球40至50个国家出口产品。他们的战略是在所在地生产和销售,因为在食品行业,仅仅依靠出口是不可持续的。
普拉西特认为,粮食安全和粮食自给自足是关键的经济议题,这正成为许多国家的重要议程。他以沙特阿拉伯为例,指出该国曾经严重依赖进口,如今已能实现某些产品的国内生产,甚至开始出口。这意味着,曾经的客户国可能在几年内转变为竞争对手,而作为主要粮食出口国的泰国正面临着这一挑战。
成本分布不均。
SCB X 公共有限公司首席执行官 Arthit Nantawittaya 从金融机构的角度看待当前形势,指出过去七八个月来流入泰国的外国直接投资显著增加。这主要得益于大规模科技投资浪潮,尤其是在人工智能和数据中心领域,而这些领域与能源需求直接相关。然而,Arthit 强调,泰国整体经济仍处于 K 型曲线,真正的问题在于 K 型曲线下部较为薄弱且脆弱的部分。
Arthit坦率地解释了银行的处境,他说,从表面上看,银行经营似乎很轻松,因为它身处一个受保护的行业,但同时又很困难,因为银行无法完全掌控自身命运。如果客户陷入困境,银行也会受到影响。而目前,银行的客户群体既有经营状况良好的客户,也有经营困难的客户。
这与苏拉吉亚特博士在 2026 年泰叻论坛的主题演讲中预测的情况一致:未来的世界将是物价上涨、企业收入下降、中小微企业因成本上升而面临困境、购买力下降、与买家议价能力减弱以及获得资金更加困难的世界。
从经济角度来看,“安全至上”战略需要资金和规模。同时具备这两项优势的企业可以将生产基地分散到十几个国家,从而降低风险。然而,不具备这两项优势的企业只能全额承担更高的成本。因此,在这次危机中,K型曲线上下两段之间的差距很可能会扩大,而不是缩小。
Arthit Nantawittaya,SCB X Public Company Limited 首席执行官。
Prasit提供的数据清晰地说明了这种联系。CPF在泰国拥有超过5000家商业伙伴,其中约3600家是中小企业。Prasit坦言,如果这些伙伴无法生存,公司也无法生存,因为任何一家公司都无法取代3600家伙伴的工作。正因如此,自新冠疫情爆发以来,公司一直在帮助其伙伴,包括加快付款周期,以及免费派遣工程师协助提高效率。
最大的差距存在于私营部门和国家之间。
2026年泰叻论坛上最紧迫的问题不是外部问题,而是Arthit提出的问题:回顾过去十年左右的时间,泰国的经济结构发生了多大变化?我们是否仍然依赖旧的结构?我们是否选择太少?
台上三位代表的机构都经历过多次重组。IVL从一家工厂转型为全球网络,CPF将其生产基地扩展到十几个国家,SCBX则对其整个金融集团进行了重组。然而,苏拉基亚特博士指出,在国家层面,各部委、部门和政府机构基本保持不变,而私营企业已经进行了重大变革。
普拉西特指出了同样的根本原因,但提出了不同的观点。他表示,许多问题长期得不到解决,是因为公共部门的管理目光短浅。政府领导人的任期只有1到3年,时间太短,不足以了解业务运作并完成计划。这与私营部门形成鲜明对比,私营部门会给领导人足够的时间,让他们能够有效地管理项目。
阿西特表示,问题不在于缺乏想法或计划,而在于规则不明确,这阻止了社会产生不同的意见,也阻碍了进步。
泰国尚未回答的问题。
苏拉基亚特·萨蒂恩泰博士
在新经济秩序下,苏拉吉亚特博士提出,泰国必须停止将自身定位为价格最低的生产基地,转而成为一个生产成本合理的国家。信誉和与各行各业的联系能力应成为其经济资产。泰国可以同时与美国、中国、欧洲国家、日本、俄罗斯、澳大利亚和新西兰建立联系——这是许多国家所不具备的优势。然而,要以这样的价格销售产品,就必须拥有与之相称的、合理的产品。苏拉吉亚特博士认为,最大的制约因素是人力资源。尽管外国投资者几乎在各个方面都对泰国赞赏有加,但一旦建立起合作关系,总会有一个“但是”。他们会反问:我们是否培养出了与劳动力市场不匹配的劳动力?答案是肯定的。
他的建议是将教育视为一项产业和经济政策,而非社会政策。因为如果将教育视为社会政策,那么教育预算总是会首当其冲被削减。正确的思路是,首先要弄清楚国家需要什么样的人才,然后反向推算出所需的预算。
在机遇方面,他指出,新世界为泰国提供了更多选择,包括可持续发展的经济。他强调需要区分“健康”和“护理”,并指出,尽管医疗保健领域竞争激烈,但泰国在关爱本国人民方面位居世界第一。这一优势将吸引来自中国、日本、新加坡和欧洲的人才。
此外,向清洁能源转型需要支持金融机制、高科技制造业和旅游业,这些都需要重新思考,更加重视防范犯罪、灾害和网络诈骗——这些都是现代游客在做出决定前会考虑的因素。
私营部门提出了更为切实可行的机制。Arthit指出,只有实现本地化、创造本地内容和技术转让,而不仅仅是投资资金的流入,这波技术投资带来的机遇才能真正惠及泰国。
与此同时,阿洛克提议利用泰国资本市场(仅次于新加坡,是东盟第二大资本市场),提高国有企业的效率和基础设施投资,以起到缓冲作用,就像基础设施投资在 1997 年后帮助支撑泰国经济一样。
2026 年泰叻论坛:新全球秩序中的泰国,邀请您关注以“转型泰国经济战略”为主题的泰国发展方向。
最终,随着全球贸易竞争格局不再局限于“最低价格”的时代,泰国不能再固守旧有的经济结构。要真正实现“可接受的成本”,需要政府持续推进,精简监管、提升人力资源水平,同时还需要私营部门的灵活性,以扶持基层企业的发展。在这个充满不确定性的新世界秩序中,“信誉与稳定”才是新的、最宝贵的财富,也是确保泰国继续在全球格局中扮演不可或缺的角色的唯一途径。