← 返回新闻首页
泰国权威

สทนช.​ชี้มวลน้ำเหนือลด​ คงระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา 2,500 ลบ.ม. รับฝน 11-13 ต.ค.

รองเลขาฯ สทนช.​ เผย​ปริมาณน้ำเหนือลดลง​ พร้อมเร่งระบายทุกลุ่มน้ำ​ลงอ่าวไทย​ เพื่อเตรียมรับฝน​ในช่วง 11-13​ ต.ค.​นี้​ คาด​พื้นที่ กทม.​-นนทบุรี-​ปทุม​ธานี-สมุทรปราการ​ มีน้ำท่วมขังบางพื้นที่

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
国家水资源办公室(NWRO)表示,上游水位下降,湄南河大坝将保持2500立方米的泄水量,以应对10月11日至13日的降雨。

วันนี้ (2 ต.ค.2569) เวลา​ 11.10 น​. นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​ (สทนช.) กล่าวถึง​สถานการณ์​น้ำ​ ว่า​ การระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่หลายคนกังวลถึงมวลน้ำเหนือ ขณะนี้เขื่อนหลักๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 70% เขื่อนสิริกิติ์​ 80% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 70-80% มีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มีปริมาณน้ำเกินความจุกว่า 100% แต่ยังมีช่องว่างอยู่อีก 6, 000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) ซึ่งไม่เหมือนสถานการณ์น้ำในปี 2554

ส่วนแม่น้ำปิงและลุ่มน้ำสะแกกรัง​ มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญกว่า 500 ลบ.ม./วินาที พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือลดลง ทำให้น้ำที่ไหลมาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา การระบายคงที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ฉะนั้นคงการระบายในระดับนี้ได้ 5-6 วัน เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกใหม่ในช่วงวันที่ 11-13 ต.ค.นี้

รองเลขาฯ สทนช.​ ยังกล่าวถึงกรณีที่น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีจำนวนเกินความจุ ว่า ขณะนี้มีการระบายอยู่ที่ 400 ลบ.ม./วินาที อยู่ในลำน้ำป่าสัก โดยท้ายน้ำอยู่ที่ จ.สระบุรี จึงยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อลำน้ำ ละเมื่อมารวมกับคลองชัยนาท​-ป่าสัก จะรวมอยู่ที่ 540 ลบ.ม./วินาที จากนั้นจะไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปล่อยมาอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที

จากการตรวจสอบล่าสุด น้ำจะไหลไปรวมที่ อ.บางปะอิน​ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะเข้าไปยัง จ.ปทุมธานี​ จ.นนทบุรี ในปริมาณ 2,100 ลบ.ม./วินาที โดยน้ำจะไหลไปอีกทางหนึ่งคือ อ.ผักไห่ และ ต.เจ้าเจ็ด​ อ.เสนา​ จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนไหลต่อไป จ.สุพรรณบุรี

สำหรับสถานการณ์น้ำตลิ่งที่ จ.นนทบุรี ต่ำกว่าตลิ่งอยู่ที่ 1.2​ เมตร​ หรือต่ำกว่ากำแพงกั้นน้ำ จ.นนทบุรี, ต่ำกว่าที่ จ.ปทุมธานี 0.57 เมตร และต่ำกว่าที่พื้นที่กรุงเทพฯ 1.2​ เมตร​ ซึ่งยังสามารถระบายได้

สถานการณ์น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะมวลน้ำเหนือที่ทุกคนกังวล ต้องบอกว่า ไม่น่าเป็นห่วง มีแต่แนวโน้มลดลง แต่ทั้งนี้ต้องดูฝนในช่วงวันที่ 11-13 ต.ค.นี้

หากระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาได้อย่างต่อเนื่องที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที จะทำให้มีพื้นที่ว่างหรือเขื่อนเพียงพอ ไม่กระทบต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ยอมรับว่าอาจมีบางพื้นที่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา 8 อำเภอ​ เช่น​ อ.เสนา อ.ผักไห่ ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดกำลังทหารไปดูแลประชาชน รวมถึงอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ เพราะต้องระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที ใน 5-6 วัน

นายไพฑูรย์ กล่าวถึงลุ่มน้ำท่าจีน ว่า มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ในส่วนของท้ายน้ำ ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี ขณะนี้ต้องรักษาระดับการระบายน้ำที่เข้าสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่อไม่ให้กระทบมาก ส่วนก่อนหน้านี้ที่ฝนตกใน 5 อำเภอของ จ.กาญจนบุรี น้ำจะลงมายังแม่น้ำท่าจีนด้วย บริเวณ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ฉะนั้นจึงมีการบริหารจัดการรอยต่อระหว่าง จ.สุพรรณบุรี และ จ.นครปฐม

พร้อมย้ำว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ขีดความสามารถฝั่งเจ้าพระยายังสูบน้ำได้วันละกว่า 70 ล้าน ลบ.ม./วินาที หรือประมาณ 800 กว่า ลบ.ม. โดยผ่านอุโมงค์และคลองต่างๆ แต่การระบายน้ำฝั่งตะวันออก ด้าน จ.ฉะเชิงเทราและ จ.สมุทรปราการ ยังไปได้ไม่มาก ขณะนี้มีคำสั่งให้กองทัพบก กระทรวงกลาโหม เพิ่มเครื่องมือเพื่อเร่งสูบไปยังจุดที่สามารถระบายได้ดี

ส่วนของน้ำเหนือ คลายกังวลได้ แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งอาจมีสถานการณ์น้ำท่วมเหนือเขื่อนเจ้าพระยาบ้าง เช่น จ.นครสวรรค์ อ.สว่างอารมณ์ แม่น้ำแควตากแดด จ.อุทัยธานี แต่รัฐบาลก็เข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

ส่วนลุ่มน้ำบางปะกง เมื่อวันที่ 1 ต.ค. มีระดับน้ำสูงสุดเป็น New High ใหม่ สูงกว่าปี 2556 ที่ 11 เซนติเมตร​ มาที่ระดับ 4.98 เมตร ซึ่งการระบายน้ำของลุ่มน้ำบางปะกง จะมาจากเขื่อนขุนด่านปราการชล​ ซึ่งสามารถควบคุมการระบายได้ แต่ยืนยันว่ากรมชลประทานจะระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับน้ำให้มีช่องว่างพอ แต่วันที่ 11-13 ต.ค.นี้จะไม่มีการระบายน้ำมาก เนื่องจากพื้นที่ท้ายน้ำจะได้รับผลกระทบ แต่จะได้รับผลกระทบใน อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา, อ.องครักษ์ อ.ปากพลี จ.นครนายก, อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งบางจุดมีน้ำท่วมสูง ซึ่งกองทัพเรือได้จัดเรือผลักดันน้ำในแม่น้ำบางปะกง​

ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำย่อยๆ เช่น จ.ระยอง มีในพื้นที่ อ.บ้านค่าย อ.เมืองบางส่วน และ อ.เมืองจันทบุรี​ จ.จันทบุรี แต่จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา อาจมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 11 ต.ค.ในพื้นที่ จ.จันทบุรี และตราด ซึ่งขณะนี้ในจังหวัดภาคตะวันออกมีการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์แล้ว

รองเลขาฯ สทนช. ยังกล่าวถึงลุ่มน้ำแม่กลอง ว่า เขื่อนวชิราลงกรณ ยังมีช่องว่างอยู่ประมาณ 120 ล้าน ลบ.ม. โดยมีอัตราการระบายอยู่ที่วันละ 40 ล้าน ลบ.ม./วินาที ประมาณ 50 วัน แต่มีปริมาณน้ำเข้าประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม./วินาที และในวันที่ 3 ต.ค.จะเข้าอีก 40 ล้าน ลบ.ม./วินาที ซึ่งอัตราการเข้าและออกปริมาณเท่ากัน แต่จะเร่งการระบายน้ำเพื่อที่จะรอปริมาณน้ำในวันที่ 11-13 ต.ค.นี้

ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ ยังมีช่องว่างเหลืออยู่ที่ 700 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนในวันที่ 6 ต.ค.และวันที่ 11-13 ต.ค.นี้ และเขื่อนแม่กลอง ซึ่งอยู่ด้านท้ายของเขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ ระบายอยู่ที่กว่า 1,800 ลบ.ม./วินาที และคาดว่าใน 1 สัปดาห์จะมีการระบายต่ำกว่าอัตรา 1,000 ลบ.ม./วินาที บริเวณ อ.บ้านโป่ง​ อ.โพธาราม อ.เมืองจังหวัดราชบุรี จ.ราชบุรี และ อ.อัมพวา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ที่จะมีปริมาณน้ำลดลง​

ขณะที่เขื่อนแก่งกระจาน​ ลุ่มน้ำเพชรบุรี มีตัวเลขนำเข้าปริมาณ 11-13 ล้าน ลบ.ม. และระบายน้ำ 10 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังถือว่าบริหารจัดการได้ และ จ.เพชรบุรี ยังคงปลอดภัยจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ต้องเตรียมพร้อมในช่วงวันที่ 6 ต.ค.และวันที่ 11-13 ต.ค. เพราะฉะนั้นจะต้องเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

รองเลขาฯ ​สทนช.​ เน้นย้ำว่า ในส่วนของมวลน้ำเหนือ ยังอยู่ในสถานการณ์ที่มีแนวโน้มลดลงและปลอดภัย โดย จ.ปทุมธานี​ นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ซึ่งอาจจะมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่

อ.เมืองปราจีนบุรี ระดับน้ำเริ่มลด - จับตา อ.บ้านสร้าง รับน้ำต่อ

"ดร.เสรี" เตือนพื้นที่เสี่ยง หลังเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที

กรมชลฯ ไขคำตอบทำไม "น้ำเหนือเริ่มลด" แต่เขื่อนเจ้าพระยายังต้องเพิ่มการระบาย

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻