ครม.ไฟเขียว กคช. ลุย “บ้านเขียวเบอร์ 5” GEF อัดฉีด 3.14 ล้านดอลลาร์ช่วยผู้มีรายได้น้อย内阁批准国家房屋管理局(NHA)的“绿色家园5号”项目,注资314万美元,以帮助低收入者。
ครม. มีมติเห็นชอบให้ กคช. เดินหน้าโครงการบ้านเขียวประหยัดพลังงาน หลัง GEF อัดฉีดงบกว่า 3.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มุ่งพัฒนาบ้านเขียวเบอร์ 5 นำร่อง 7 โครงการอาคารเช่า

ครม. มีมติเห็นชอบให้ กคช. เดินหน้าโครงการบ้านเขียวประหยัดพลังงาน หลัง GEF อัดฉีดงบกว่า 3.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มุ่งพัฒนาบ้านเขียวเบอร์ 5 นำร่อง 7 โครงการอาคารเช่า ช่วยผู้มีรายได้น้อยลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว
วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เดินหน้า “โครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย” หลังประเทศไทยได้รับอนุมัติเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก หรือ GEF จำนวน 3,141,142 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่านความร่วมมือกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) มุ่งนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานระดับนานาชาติมาพัฒนาระบบ “บ้านเขียวประหยัดพลังงาน” ที่ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางสามารถเข้าถึงได้จริง
ยกระดับสู่ “บ้านเขียวเบอร์ 5” ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า วันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ “โครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย” ตามที่กระทรวง พม. โดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เสนอ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศไทยให้ก้าวทันแนวทางการพัฒนาในระดับนานาชาติ จากการมุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ไปสู่การพัฒนาที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาการอยู่อาศัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
นายนิกร กล่าวต่อไปว่า ความสำคัญของโครงการฯ ไม่ได้อยู่เพียงการสร้างบ้านประหยัดพลังงาน แต่เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางระดับนานาชาติมาต่อยอดเป็นมาตรฐานที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญคือการพัฒนามาตรฐานและระบบฉลาก “บ้านเขียวเบอร์ 5” สำหรับที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลเทคโนโลยีและมาตรการประหยัดพลังงานที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้จากโครงการไปต่อยอดและขยายผลกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยในอนาคตได้อย่างเป็นระบบ
นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญคือการทำให้ประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าวกลับไปถึงประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ให้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว ดังนั้น นอกจากการพัฒนามาตรฐานและเทคโนโลยีแล้ว โครงการยังให้ความสำคัญกับการศึกษากลไกทางการเงินเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบ้านประหยัดพลังงาน การสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงแนวทางเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อรองรับการขยายผลในระยะยาว เพราะการยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยจะมีความหมายอย่างแท้จริงเมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากมาตรฐานนั้น นายนิกร กล่าว
นำร่องอาคารเช่า 7 โครงการ ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก
นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กคช. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในการร่วมจัดทำและยื่นข้อเสนอต่อกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) รอบที่ 7 หรือ GEF7 ผ่านโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในฐานะ GEF Agency โดยได้รับอนุมัติจาก GEF วงเงินสนับสนุน 3,141,142 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าว กระทรวง พม. โดย กคช. ได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะหน่วยงานร่วมบริหารโครงการฯ
ภายหลัง ครม. มีมติเห็นชอบในวันนี้ ทาง กคช. พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการฯ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยบทบาทสำคัญของ กคช. คือการเปลี่ยนโอกาสจากความร่วมมือระดับนานาชาติครั้งนี้ให้เกิดผลกับระบบการพัฒนาที่อยู่อาศัยของไทย โดยไม่ให้สิ้นสุดเพียงโครงการนำร่อง แต่ต้องสามารถต่อยอดเป็นองค์ความรู้ มาตรฐาน และเครื่องมือสำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยเฉพาะการทำให้ “บ้านเขียว” ไม่เป็นเรื่องเฉพาะของที่อยู่อาศัยระดับบน แต่สามารถนำมาใช้กับที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนทั่วไปได้จริง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างความตระหนัก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำแนวทางดังกล่าวไปใช้และขยายผลต่อไป
สำหรับการนำแนวคิดสู่การปฏิบัติ นั้น กคช. เตรียมพื้นที่นำร่องในโครงการอาคารเช่า 7 โครงการ รวม 1,373 หน่วย โดยนำเทคโนโลยีและวัสดุเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานมาประยุกต์ใช้ อาทิ Solar Cell สำหรับระบบส่วนกลางและระบบไฟฟ้าของโรงบำบัดน้ำเสีย หลังคา Double Roof ผนังอิฐมวลเบา และกระจกเขียวตัดแสง โดยโครงการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง 163,516 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลไปยังโครงการที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติและตลาดที่อยู่อาศัยภายนอก ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมได้อีกประมาณ 1.25 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นายทวีพงษ์ กล่าว
อ่านข่าว " นโยบายรัฐ " เพิ่มเติม
内阁已批准国家住房管理局(NHA)继续推进节能绿色住房项目,此前全球环境基金(GEF)已向该项目注资超过314万美元。该项目旨在开发七个试点租赁住房项目,以帮助低收入者降低长期住房支出。
2026年9月22日,泰国内阁批准一项决议,授权社会发展与人类安全部(MSDHS)通过国家住房管理局(NHA)推进“泰国节能环保住房推广项目”。此前,泰国通过与联合国环境规划署(UNEP)的合作,从全球环境基金(GEF)获得了3,141,142美元的资金。该项目旨在引进国际知识、技术和标准,为中低收入人群建造经济适用的“绿色节能住宅”。
升级为“绿色住宅5号”,以减轻市民的经济负担。
社会发展与人类安全部长尼空·颂克朗先生透露,内阁今日批准了由社会发展与人类安全部通过国家住房管理局(NHA)提出的“促进泰国节能环保住房项目”。这标志着泰国住房发展迎来重大契机,有望提升其水平,使其与国际标准接轨。该项目的重点将从保障住房安全转向同时兼顾生活质量、能源效率、长期住房成本和环境影响的住房开发。
尼科恩先生进一步指出,该项目的重要性不仅在于建造节能住宅,更在于为泰国提供借鉴国际知识、技术和最佳实践的机会,以制定符合本国国情的标准。其中一项关键成果是为低层和高层住宅开发“绿色住宅5号”标准和标签体系,并建立适用于泰国气候的节能技术和措施数据库。这将使从该项目中获得的知识能够系统地应用于未来的住房开发中,并得到更广泛的推广。
尼科恩先生进一步指出,关键在于确保此类发展的成果惠及民众,尤其是中低收入群体,使他们能够获得优质住房、高效利用能源并降低长期支出。因此,除了制定标准和技术外,该项目还着重研究金融机制,以增加人们获得节能住宅的机会,激励私营部门参与,并探索低息融资方案以支持长期发展。尼科恩先生总结道,只有当人们能够获得并受益于这些标准时,住房标准的提升才真正具有意义。
七个试点租赁建筑项目旨在减少温室气体排放。
泰国国家住房管理局(NHA)局长塔维蓬·维猜迪先生表示,该项目是NHA、泰国电力局(EGAT)和吞武里国王科技大学(KMUTT)合作的成果。三方共同准备并向全球环境基金(GEF)第七轮(GEF7)提交了项目申请,并通过联合国环境规划署(UNEP)作为GEF的代理机构进行审批。该项目已获得GEF批准,并获得3,141,142美元的赠款。在项目实施过程中,社会发展与人类安全部通过NHA与泰国环境研究所基金会(TEI)合作,TEI作为联合管理机构参与其中。
继内阁今日批准后,国家住房管理局(NHA)已准备好推进该项目,以期取得切实成果。NHA 的关键任务是将这项国际合作转化为对泰国住房发展体系的积极影响,不仅将其作为试点项目,更要以此为基础,为未来的住房发展创造知识、标准和工具。尤其重要的是,NHA 必须确保“绿色住宅”并非高端住宅的专属,而是能够应用于所有公共住房。为此,NHA 将开展人员培训、知识转移和宣传活动,为该理念的广泛应用和推广做好准备。
为了将这一理念付诸实践,国家房屋管理局(NHA)已在七个租赁住房项目中设立试点区域,共计1373套住房。这些项目将采用节能技术和材料,例如中央系统和污水处理厂电气系统使用太阳能电池、双层屋顶、轻质混凝土砌块墙以及绿色隔热玻璃。该项目旨在每年减少163516吨二氧化碳当量的直接温室气体排放。此外,塔维蓬先生表示,这项举措还将推广到其他NHA住房项目和外部住房市场,这将有助于每年减少约125万吨二氧化碳当量的间接温室气体排放。
阅读更多关于“政府政策”的新闻。