กกร.จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม ดึงเอกชนนั่ง กนช.เรง่ฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ商业、工业和银行联合常设委员会(JSCCIB)敦促政府彻底改革其防洪系统,并在国家水资源委员会中纳入私营部门代表,以加快经济复苏。
กกร.จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม เตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เสนอให้ภาคเอกชนร่วม กนช.-อนุกรรมการบริหารน้ำ พร้อมปรับกรอบเศรษฐกิจไทยปี69 ขึ้นเป็นโต 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% พร้อมขยับส่งออกเป็น 12-16%

วันนี้ ( 7 ต.ค.2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ภาครัฐและภาคเอกชนมีทิศทางสอดคล้องกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมายขยายตัว 5.5% ซึ่งสอดรับกับ 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand และข้อเสนอของธนาคารโลก
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
กกร.พร้อมร่วมขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ใน 3 ระยะ ได้แก่ Stabilize Todayแก้ปัญหาเร่งด่วนและปลดล็อกอุปสรรค Transition Nowเร่งการปรับตัวสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ และ Invest for Tomorrow ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
สำหรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 กกร.ปรับประมาณการ GDP เป็นขยายตัว 2.1-2.5% จากกรอบเดิมช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค.ที่ 1.6-2.0% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 12-16% จากเดิม 8-10% ส่วนเงินเฟ้อยังคงกรอบเดิมที่ 2.5-3.0%
กกร.จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม ดึงเอกชนนั่ง กนช.เรง่ฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม กกร.เห็นว่าภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมา ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเฉลี่ย 50,000-60,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
น้ำท่วมครั้งล่าสุดส่งผลกระทบต่อประชาชน ธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ภาคเกษตร และการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเชนในภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ และยังเพิ่มภาระหนี้ รวมทั้งกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ดังนั้น กกร.เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ต้องเปลี่ยนจากการเยียวยาหลังเกิดเหตุมาเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Resilience
การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning ในระดับพื้นที่ให้รวดเร็ว แม่นยำ และมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเตรียมรับมือได้ทัน พร้อมยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำตั้งแต่การกักเก็บ ส่ง และระบายน้ำ การจัดเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลาก ตลอดจนการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ต้องบูรณาการผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับทิศทางการไหลของน้ำและความเสี่ยงจากอุทกภัย รักษาทางน้ำและพื้นที่รับน้ำ รวมทั้งพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รักษาความต่อเนื่องของการผลิต และฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน
ทั้งนี้ กกร.เตรียมจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้ภาครัฐเร่งพิจารณาแนวทางเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย พร้อมเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำ 3 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำคัญ คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และคณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์นวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
พร้อมกันนี้ กกร.มีมติจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัยและจัดทำข้อเสนอในการเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู ตลอดจนจัดทำแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และเร่งฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ท่องเที่ยวชลบุรีจับตาน้ำท่วมก่อนเข้าไฮซีซัน พัทยายกเลิกจอง 10–20%
“เอกนิติ-กกร.ดัน 7 ธุรกิจ ขับเคลื่อน Reinvent Thailand ตั้งเป้า GDP โต 3%
เก็บ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" 450 บาทนักเที่ยวต่างชาติ คาดเริ่มไตรมาส1ปีหน้า
2026年10月7日,泰国商会及泰国商会联合会主席波杰·阿拉姆瓦塔纳农先生以三私营部门机构联合委员会(JCC)主席的身份透露,政府和私营部门在提升泰国经济方面步调一致。第十四个国家经济和社会发展计划的目标是实现每年至少3%的经济增长率,以及重点行业GDP增长5.5%。这与“重塑泰国”计划下的七大商业集团以及世界银行的建议相契合。
泰国商会和泰国商会联合会主席 Poj Aramwattananon 先生,以三私营部门机构联合委员会 (JCC) 主席的身份出席会议。
工商银行联合常设委员会(JSCCIB)准备通过公私合作委员会(JPPCC)机制分三个阶段推动发展:稳定当下(解决紧迫问题和消除障碍)、转型当下(加快适应新技术和新标准)和投资未来(投资未来产业、技能和基础设施,以创造强劲和可持续的增长)。
韩国工商银行联合常设委员会(JSCCIB)在其2026年经济预测中,将国内生产总值(GDP)增长预期从6月至8月预测的1.6%-2.0%上调至2.1%-2.5%。出口预计也将增长12%-16%,高于此前预测的8%-10%,而通胀率则维持在2.5%-3.0%的区间内。
商业、工业和银行联合常设委员会(JSCCIB)敦促政府彻底改革其防洪系统,并在国家水资源委员会中纳入私营部门代表,以加快经济复苏。
关于洪灾形势,泰国工商银行联合常务委员会(JSCCIB)认为,自然灾害正成为泰国经济的结构性风险。过去,政府每年平均需花费500亿至600亿泰铢用于减轻自然灾害造成的损失。
近期洪灾对民众和企业造成了影响,尤其是中小企业、农业部门和工业生产,特别是中东部地区的汽车行业及其供应链,以及旅游业也受到波及。洪灾还造成了企业和个人财产损失,损失程度尚待评估,同时加重了债务负担,并对投资者信心产生了负面影响。
因此,工商银行联合常设委员会(JSCCIB)认为,泰国需要系统性地解决这一问题。泰国必须从事故后的补救措施转向积极主动的准备和风险管理,并加大对基础设施的投资,以增强应对气候变化的能力。
在地方层面建立快速、准确且数据充足的预警系统,将使市民和企业能够及时做好准备。同时,还应升级包括蓄水、输水和排水在内的水资源管理系统,建设防洪区,并保护经济区和工业园区。
此外,城市规划和土地利用必须与水流方向和洪水风险相协调,保护水道和集水区,并建立灾害保险机制,以减轻经济损失,维持生产连续性,恢复投资者信心。
商业、工业和银行联合常设委员会(JSCCIB)正准备致函总理,敦促政府加快审议防洪措施。他们还将建议在国家水资源委员会(NWRC)及其下设的三个水资源管理小组委员会中纳入私营部门代表:水资源管理总体规划和重点项目推进小组委员会、水资源管理促进小组委员会以及为国家水资源办公室(NWRO)制定创新水资源管理标准的小组委员会。
与此同时,商业、工业和银行联合常设委员会(JSCCIB)决定成立一个特别工作组,评估洪水的影响,制定防灾减灾方案,制定综合水资源管理计划,为受灾群众提供援助,加快经济活动的具体恢复。
春武里府旅游部门正在旺季来临前密切关注潜在的洪水情况;芭堤雅的预订取消率已达 10-20%。
“Ekniti 和工商银行联合常务委员会 (JSCCIB) 正在推动 7 家企业引领‘重塑泰国’计划,目标是实现 3% 的 GDP 增长。”
预计从明年第一季度开始,将向外国游客收取 450 泰铢的“陆路入境费”。